|
ต่อมาเมื่อสังคมซิกข์เติบโตขึ้น
ศาสนิกชนก็ได้ย้ายพระศาสนสถานคุรุดวาราจากที่เดิมมาเช่าบ้านหลังใหญ่กว่าเดิมและทำสัญญาเช่า
ระยะยาวกว่าเดิม ณ. หัวมุมถนนพาหุรัดและถนนจักรเพชรปัจจุบัน หลังจากตกแต่งแก้ไขจนสามารถประกอบ
ศาสนกิจได้แล้ว ก็พร้อมใจกันอัญเชิญพระมหาคัมภีร์ศรีคุรุครันต์ซาฮิบมาประดิษฐาน
และเจริญธรรมศาสนกิจเป็นประจำทุกวันไม่มีวันหยุด นับตั้งแต่ปี ค.ศ.
1913 (พ.ศ. 2456) เป็นต้นมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
|
 |
 |
|
ต่อมาปี ค.ศ.
1932 (ปีพุทธศักราช 2475) ชาวซิกข์ได้รวบรวมเงินเพื่อซื้อที่ดินผืนหนึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ด้วย
เงินจำนวน 16,200 บาท (หนึ่งหมื่นหกพันสองส้อยบาทถ้วน) และออกแบบแปลนก่อสร้างเป็นตึกสามชั้นครึ่ง
ด้วยจำนวนเงินอีกประมาณ 25,000 บาท (สองหมื่นห้าพันบาท) สร้างตึกใหญ่เป็นศาสนสถานถาวร
ใช้ชื่อว่า"ศาสนสถานสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา" การก่อสร้างสำเร็จในปี
ค.ศ. 1933 (พ.ศ. 2476) ใช้เวลาก่อสร้างนานห้าเดือนครึ่ง เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็ได้กลาย
เป็นศูนย์รวมของซิกข์ศาสนิกชน และชาวไทยที่นับถือศาสนซิกข์ในประเทศไทยต่อมาจนตราบเท่าทุกวันนี้
|
|
ต่อมาได้เกิดสงครามมหาเอเซียบูรพา
ทางพันธมิตรได้พยายามทิ้งระเบิดเพื่อทำลายโรงไฟฟ้าวัดเลียบ(ปัจจุบันได้ย้ายโรงไฟฟ้าออกไปหมดแล้ว)
และบางส่วนของสะพานพุทธยอดฟ้า เนื่องจากศาสนสถานคุรุดวาราแห่งนี้อยู่ใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้าในสมัยนั้น
เลยทำให้ทางกองทัพอากาศของพันธมิตรทิ้งระเบิดขนาด 1,000 ปอนด์ พลาดมาตกกลางตัวตึกถึง
2 ลูก ด้วยน้ำหนักของลูกระเบิดเจาะเพดานดาดฟ้าลงมาถึงชั้นล่าง 2
ชั้น ด้วยพระบารมีคุ้มภัยขององค์พระศาสดาศรีคุรุครันธ์ซาฮิบที่ทรงประทับเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวซิกข์ที่มาหลบซ่อนอยู่ในตัวอาคารศาสนสถานนับพันคนขณะนั้น
ปรากฎว่าระเบิดที่มีพลังทำลายล้างมหาศาลนั้นเป็นระเบิดด้านทั้งสองลูกท่ามกลางความประหลาดใจของศาสนิกชน
|
|
แต่แรงสั่นสะเทือนของลูกระเบิดจำนวนหนึ่ง
ที่ทำลายบ้านเรือนราษฎร ในบริเวณหลังโรงไฟฟ้าวัดเลียบ ทำให้ตัวตึกร้าวเสียหายไปบางส่วน
ไม่สามารถประกอบศาสนกิจเจริญธรรมได้อีกต่อไป
|