www.thaisikh.org
 
English Version
 
ศาสนาซิกข์
ประวัติศาสนาซิกข์
วิถีแห่งซิกข์
พระศาสดา
พระมหาคัมภีร์
ฮัรมันดิร ซาฮิบ
ศาสนสถาน คุรุดวารา
ศาสนบัญญัติประจำวัน
ศาสนพิธีของซิกข์
วัฒนธรรม - ประเพณี
คำอธิบายศัพย์ต่างๆ
 
วารสารไทยซิกข์
รายละเอียดวารสาร
วารสารฉบับปัจจุบัน
คลังวารสารไทยซิกข์
ส่งบทความ
 
ปฏิทินข่าวสาร
ข่าวสารทั้งหมด
วันสำคัญทางศาสนา
กิจกรรมเพื่อสังคม
กิจกรรมทางด้านกีฬา
ข่าวสารอื่นๆ
 
ดาวน์โหลด
ฟ้อนต์
พิพิธภัณฑ์รูปภาพ
วอลเปเปอร์
สกรีนเซฟเวอร์
ดาวน์โหลดอื่นๆ
 
สมาคมไทยซิกข์
ประวัติสมาคม
วาย.ที.เอส.เอ.
ที.เอส.ไอ.เอส.
ติดต่อสมาคม
 
สมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทยสมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทยสมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทยสมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทยสมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทย
พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ
บทนำ
พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ
พระมหาคัมถีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ (เดิมเรียกว่า พระมหาคัมภีร์ อดิ ครันธ์) ได้ถูกรวบรวมโดยพระศาสดาองค์ที่ห้าของศาสนาซิกข์ คือ ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ ซึ่งในสมัยนั้น พี่ชายของ ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ ซึ่งก็คือ ท่าน ปริธิ จันทร์ และคนอื่นๆ ต่างก็เริ่มพยายามเผยแผ่หลักคำสอนที่พวกเขาแต่งกันขึ้นมาเอง แต่อ้างว่าเป็นคำสอนของพระศาสดา ดังนั้นหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป อาจจะนำความเสื่อมเสียมาให้ยังศาสนาซิกข์ได้ ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ จึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการรวบรวมหลักธรรมคำสอนของพระศาสดาทั้งหลาย ท่านจึงได้เริ่มทำการรวบรวมหลักคำสอนต่างๆ ซึ่งได้แต่งไว้เป็นบทเพลงของพระศาสดาก่อนหน้าพระองค์ทั้งหมด โดย ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ ได้ส่งลูกศิษย์ที่ท่านไว้ใจ คือ ท่าน หบาย แปร่า และ ท่าน หบาย กุรดาส และ ท่าน บาบา บุดดา ไปยังดินแดนต่างๆ เพื่อค้นหาและรวบรวมบทเพลงที่เป็นหลักธรรมและคำสอนต่างๆ ทั้งหมด นอกจากนี้ ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ ยังได้เดินทางไปยังเมืองโกอิงวัล และเมืองคาดูร และเมืองการ์ตาร์ปูร เพื่อไปเยี่ยมครอบครัวของท่านพระศาสดาองค์ก่อนหน้าทั้งหลาย โดยท่านได้รวบรวมบทเพลงคำสอนของพระศาสดาองค์ก่อนจากท่านโมฮัน (ลูกชายของ ท่าน คุรุ อมัรดาส ยิ) และ ท่านดาโธ (ลูกชายของ ท่าน คุรุ อังขัด เดว ยิ) และ ท่าน ศรี จันทร์ (ลูกชายของ ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ) อีกด้วย
การรวบรวมเนื้อหาของพระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ
ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ ได้ปักเต้นท์ข้างบ่อน้ำรามซัร ในศาสนสถานฮัรมันดิร ซาฮิบ ตั้งอยู่ในเมืองอัมริตซาร์ เพื่อเริ่มต้นการรวบรวมพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ โดยพระองค์ได้มอบหมายให้ ท่าน หบาย กุรดาส เป็นผู้คัดเขียนพระมหาคัมภีร์เล่มแรกและได้ขนานนามพระมหาคัมภีร์ฉบับนี้ว่า "อาดิ ครันธ์" ซึ่งได้เขียนขึ้นด้วยภาษาปัญจาบี ที่มีชื่อว่า "กุรมักขิ" พระมหาคัมภีร์นี้ได้รวบรวมขึ้นจากหลักธรรมคำสอนและบทสวดพระวัจนะของพระศาสดาทั้งหลาย เมื่อท่านได้ทำการรวบรวมพระมหาคัมภีร์อาดิครันธ์เรียบร้อยแล้ว
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ.1604 ท่านก็ได้อัญเชิญพระมหาคัมภีร์ฉบับแรกนี้ไปไว้ยังพระศาสนสถานฮัรมันดิรซาฮิบ (พระวิหารทองคำ) ในเมืองอัมริตซาร์ ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ จะนั่งประทับอยู่ต่ำกว่าพระมหาคัมภีร์นี้เสมอ และจะสอนให้ลูกศิษย์ชาวซิกข์ทุกคนก้มกราบทำความเคารพพระมหาคัมภีร์นี้อย่างสม่ำเสมอ และพึงระลึกเสมอว่าพระคัมภีร์นี้มิใช่เป็นเพียงแต่สิ่งสักการบูชา หากแต่เป็นพระมหาคัมภีร์ที่ได้รวบรวมไว้ซึ่งหลักธรรมคำสอนจากพระวัจนะของพระศาสดาที่จะช่วยนำทางให้เราทุกคนไปสู่พระเจ้า ต่อมา ท่าน บาบา บุดดา ยิ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระศาสนาจารย์คนแรก (ครันธี) ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ ได้บัญญัติไว้ว่า คนทุกคน ทุกเชื้อชาติ ศาสนา และทุกเพศ สามารถที่จะอ่านและศึกษาพระมหาคัมภีร์ฉบับนี้ได้ทั้งสิ้น
ต่อมา ใน ปี ค.ศ. 1705 ท่าน คุรุ โฆบินด์ ซิงห์ ยิ พระศาสดาองค์ที่ 10 ของศาสนาซิกข์ ได้ทำการรวบรวมพระมหาคัมภีร์นี้เพิ่มเติมอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 และเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว โดยการรวบรวมครั้งนี้ได้กระทำแล้วเสร็จที่ศาสนสถานดัมดามาซาฮิบ ท่านได้เพิ่มเติมหลักธรรมคำสอนและบทสวดพระวัจนะของพระบิดาของท่าน คือ ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ซึ่งเป็นพระศาสดาองค์ที่ 9 ของศาสนาซิกข์ โดยหลักธรรมคำสอนและบทสวดพระวัจนะของท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ที่ได้รวบรวมไว้นั้น มีเพียงบทเดียวเท่านั้น ส่วนหลักธรรมคำสอนและบทสวดพระวัจนะของ ท่าน คุรุ โฆบินด์ ซิงห์ ยิ นั้น จะถูกรวบรวมไว้อยู่ใน ดาซัม ครันธ์ ต่อมาใน ปี ค.ศ. 1708 ท่าน คุรุ โฆบินด์ ซิงห์ ยิ ได้ยกเลิกการแต่งตั้งบุคคลขึ้นเป็นพระศาสดา แต่ได้ทำการสถาปนาพระมหาคัมภีร์ อาดิ ครันธ์ ซาฮิบ ขึ้นเป็นพระศาสดานิรันดร์กาลของชาวซิกข์ทั้งปวง และได้เปลี่ยนชื่อพระมหาคัมภีร์นี้ใหม่โดยให้มีชื่อว่า พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งท่านได้บัญญัติให้ชาวซิกข์ทุกคนเคารพนับถือพระมหาคัมภีร์ฉบับนี้เสมือนกับเป็นตัวแทนของพระศาสดาทั้งสิบพระองค์ ท่าน คุรุ โฆบินด์ ซิงห์ ยิ ได้กล่าวไว้ว่า "ซับ ซิกขั้น โก ฮุกัม แฮ คุรุ มานิโย ครันธ์" ซึ่งแปลว่า "ชาวซิกข์ทั้งหลายจะต้องนับถือพระมหาคัมภีร์นี้เยี่ยงพระศาสดาของตน"
พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ - พระศาสดานิรันดร์กาล

พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ คืออะไร ?
พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ และ ท่านพระศาสดา คุรุ นานัก เดว ยิ
พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ มิใช่เป็นเพียงแค่พระมหาคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น หากแต่ยังเป็นเสมือนพระศาสดานิรันดร์กาลของชาวซิกข์ทั้งปวงอีกด้วย พระมหาคัมภีร์นี้ได้รวบรวมบทสวดภาวนาและบทเพลงร้องสรรเสริญพระเจ้าไว้มากมาย บทเพลงต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่สื่อความหมายถึงพระเจ้าผู้ประเสริฐสุด และพรรณนาถึงสถานภาพของลูกศิษย์ที่ตั้งจิตอธิษฐานและสวดมนต์อ้อนวอน เนื่องด้วยความทรมานที่ต้องพรากจากพระผู้เป็นเจ้า และความปรารถนาที่จะได้เข้าถึงพระองค์อีกครั้ง
เนื้อหาหลักของพระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ก็คือ สัจธรรม หรือ การดำรงชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความจริงเยี่ยงมนุษย์ผู้ประเสริฐ พระมหาคัมภีร์ฉบับนี้ประกอบไปด้วยบทสวดมนต์ และบทเพลงสรรเสริญพระเจ้า ที่เปี่ยมล้นด้วยบทแห่งความรัก, สัจธรรม, ความถ่อมตน, มนุษย์ธรรม, ความเมตตาขององค์พระผู้เป็นเจ้า, ความรักในเพื่อนมนุษย์, วิธีควบคุมกิเลส, ความเมตตาต่อมวลชีวิต, ความบริสุทธิ์ของกายและใจ, การค้นหาตนเองและพัฒนาจิตใจให้สูงส่ง, ความเสมอภาคระหว่างชายและหญิง, การรับใช้ผู้อื่น และแนวทางดำรงชีวิตอื่นๆ อีกมากมาย
พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ เป็นพระมหาคัมภีร์อันศักสิทธิ์ฉบับสุดท้าย เป็นตัวแทนอมตะที่ช่วยสืบทอดหลักธรรมคำสอนและบทสวดพระวัจนะของพระศาสดาทั้งหลายสู่ชาวโลกทั้งปวง ความยิ่งใหญ่ของพระมหาคัมภีร์นี้ มิใช่เป็นเพียงเพราะพระมหาคัมภีร์นี้ได้รวบรวมไว้ซึ่งบทสวดภาวนาต่างๆ ทั้งหมดไว้เท่านั้น หากแต่เป็นพระมหาคัมภีร์สำหรับชาวโลกทั้งปวง ซึ่งเราทุกคนสามารถที่จะใช้ในการอ่าน เพื่อสวดมนต์ภาวนาได้ในทุกสถานที่และทุกโอกาส
พระมหาคัมภีร์นี้ยังได้อธิบายเกี่ยวกับการใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ผู้ประเสริฐ หรือ คุรมักข์ ตามหลักคำสอนของ ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ พระมหาคัมภีร์นี้เป็นแหล่งรวบรวมความรู้และหลักคำสอนที่ยิ่งใหญ่ โดยได้สอนให้ชาวโลกทุกคนมีความเป็นอิสระ ไม่ผูกมัดกับแหล่งกำเนิดของกลุ่มคนหรือชนชาติใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่เน้นในการตั้งจิตมั่นอฐิษฐาน ด้วยการสวดภาวนาในพระนามของพระเจ้า หรือ "วาเฮ่คุรุ" นั่นเอง การดำเนินชีวิตตามหลักธรรมและคำสอนที่ได้บัญญัติไว้ในพระมหาคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์นี้ จะช่วยให้มนุษย์เราทั้งชายและหญิงสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายที่ปรารถนาได้ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยให้สามารถดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมรอบข้างได้อย่างสมบูรณ์ และช่วยสร้างความสงบสุขในสังคม นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนให้เกิดความเสมอภาคของมวลมนุษย์ทุกคน ด้วยคำสอนที่ว่า "กรรม โยคิ" หรือแปลว่า "ผลแห่งกรรม" คือ คนเราทุกคนจะต้องได้รับผลของการกระทำด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นเราทุกคนจึงควรละเว้นความชั่ว และพึงกระทำแต่ความดีอยู่เป็นนิจ การเคารพนับถือพระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ด้วยการสักการบูชาแต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด หากแต่เราทุกคนควรจะต้องปฏิบัติตามหลักธรรม และคำสอนที่ได้บัญญัติไว้ในพระมหาคัมภีร์นี้นั้นสำคัญยิ่งกว่า ซึ่งจะช่วยนำพาเราทุกคนให้พบเจอแสงสว่างแห่งชีวิตและเข้าถึงพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด
พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ เป็นพระคัมภีร์เดียวในโลกที่ได้ถูกทำการรวบรวมโดยท่านพระศาสดาซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งศาสนาด้วยพระองค์เอง ในศาสนาซิกข์นั้น พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ นี้ เปรียบเสมือนกับเป็นพระศาสดานิรันดร์กาลของชาวซิกข์ทุกคน พิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ จะถือว่าสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้กระทำต่อหน้าพระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ เท่านั้น โดยชาวซิกข์ทั้งหลายจะเข้ามากราบนมัสการพระมหาคัมภีร์นี้ และถวายสิ่งของหรือเงินเพื่อเป็นการทำบุญทำทาน ซึ่งสิ่งของหรือเงินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในกิจการงานทางศาสนาและช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากต่อไป
พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ ในพระวิหารฮัรมันดิร ซาฮิบ
พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ จะจัดวางไว้บนแท่นบัลลังก์ที่ประทับ ซึ่งจัดไว้ในบริเวณที่สูง แล้วคลุมด้วยผ้าสะอาด และจะมีการสร้างฉัตรไว้เหนือพระคัมภีร์นี้เสมอ เพื่อแสดงถึงความเคารพศรัทธาที่ชาวซิกข์มีต่อพระมหาคัมภีร์นิรันดร์กาลฉบับนี้ ในตอนเช้าของทุกวัน พระมหาคัมภีร์ นี้จะถูกอันเชิญมาไว้ยังแท่นที่ประทับในบริเวณห้องโถงที่จัดไว้เป็นสถานที่ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ และในตอนกลางคืนจะได้รับการอันเชิญเข้าไปเก็บไว้ยังห้องที่จัดไว้โดยเฉพาะ ซึ่งเปรียบเสมือนกับว่าพระมหาคัมภีร์นี้ก็คือพระศาสดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ มิใช่เป็นเพียงแค่พระคัมภีร์เท่านั้น
นอกจากนี้ ในขณะที่ท่านครันธีกำลังอ่านพระมหาคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์นี้ ท่านจะโบก "จอร์ หรือ จอริ" ไปมาเพื่อแสดงความเคารพ (พู่ทำจากขนของตัวจามจุรี/ตัวจามรี ซึ่งในปัจจุบันอาจทำมาจากใยสังเคราะห์ ซึ่งผูกด้วยโลหะติดไว้กับด้ามจับที่เป็นไม้)
พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ - จอร์ หรือ จอริ
โดยผู้ที่เข้ามาทำการสักการบูชา จะต้องนั่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าพระมหาคัมภีร์นี้ และจะต้องสำรวมกริยา มารยาทให้เรียบร้อย เพื่อแสดงออกถึงความเคารพต่อพระศาสดานิรันดร์กาลพระองค์นี้นั่นเอง
การเคลื่อนย้ายพระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ
การเคลื่อนย้ายพระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งจะต้องทำพิธีกรรมในการเคลื่อนย้าย หากเคลื่อนย้ายในระยะใกล้ก็จะใช้วิธีการยกพระมหาคัมภีร์นี้ให้สูงขึ้นเหนือศีรษะ โดยมีลูกศิษย์หลายคนเดินตามเป็นขบวน และร้องเพลงสวดมนต์สรรเสริญพระเจ้า โดยจะมีคนคอยพรมน้ำมนต์หรือน้ำหอม เดินนำหน้าด้วย เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อพระมหาคัมภีร์นั่นเอง หากเคลื่อนย้ายในระยะไกลก็จะใช้วิธีการขนย้ายโดยการอันเชิญพระมหาคัมภีร์นี้ไปไว้ในรถม้าหรือรถบรรทุกหรือรถยนต์
โดยจะต้องตั้งพระมหาคัมภีร์นี้ไว้ในที่สูง และจะต้องมีลูกศิษย์หลายคนซึ่งต้องถอดรองเท้าที่สวมอยู่ออกคอยติดตามร่วมขบวนเดินทางไปด้วย พร้อมทั้งร้องเพลงสวดมนต์สรรเสริญพระเจ้า เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อพระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ

การแบ่งกลุ่มและจัดเรียงลำดับของบทสวดภาวนาในพระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ
พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ ได้เขียนขึ้นด้วยภาษาปัญจาบี ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในขณะนั้น แต่ก็มีบทเพลงร้องสรรเสริญและขอพรจากพระเจ้าบางบท ที่แต่งขึ้นด้วยภาษาเปอร์เซีย (อิหร่าน) และภาษาฮินดีปรากฤต ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในสมัยกลาง และภาษาสันสกฤต รวมถึงภาษาอาหรับด้วย บทเพลงทั้งหมดเหล่านี้ได้ถูกรวบรวมและเขียนขึ้นด้วยภาษาปัญจาบีมาตรฐานที่มีชื่อว่า "กุรมักขิ" ท่าน คุรุ อังขัด เดว ยิ ซึ่งเป็นท่านพระศาสดาองค์ที่ 2 ของศาสนาซิกข์เป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์ตัวอักษรนี้ขึ้นมา พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ มีความยาวถึง 1,430 หน้าพอดี โดยในแต่ละหน้าจะบันทึกข้อมูลไว้ด้วยตัวอักษรรูปแบบตัวหนาและมีประมาณ 18 - 19 บรรทัดในแต่ละหน้าขึ้นอยู่กับความยาวของหน้ากระดาษที่ใช้ในการบันทึก
การนำเสนอ และการแบ่งบทสวดภาวนาตามหลักวิชาการ ซึ่งคิดค้นขึ้นมาโดย ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ โดยบทเพลงสวดมนต์ภาวนา และสรรเสริญพระเจ้าเหล่านี้จะถูกจัดเรียงตามลำดับทำนองเพลงบรรเลง (Ragas) แล้วจึงเรียงลำดับอีกครั้งโดยการนำเอาจังหวะของเพลงสวดนั้นเป็นเกณฑ์ ต่อมาจึงทำการเรียงลำดับตามชื่อของผู้แต่งบทเพลงนั้นๆ และตามด้วยระดับเสียงที่จะต้องใช้ในการขับร้องบทเพลงนั้นๆ เป็นขั้นสุดท้าย
เนื้อในพระมหาคัมภีร์นี้จะถูกจัดแบ่งออกเป็น 33 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ในช่วงแรกจะเป็นบทสวดมนต์สรรเสริญพระเจ้าซึ่งเป็นพระวัจนะของท่านพระศาสดา คุรุ นานัก ซาฮิบ ยิ หรือที่เรียกว่า "บทสวดยับญิ" และ "บทสวดเปาดิส"นั่นเอง และกลุ่มที่สองก็คือบทสวดมนต์ภาวนาที่ได้คัดเลือกออกมา ซึ่งมีทั้งที่เป็นบทโศลกต่างๆ และบทสวาอีเอสมากมายซึ่งได้แต่งขึ้นมาโดยนักดนตรีคณะบัตต์ (Bhatts) ทั้งหลาย ส่วนที่เหลือทั้งหมดก็ได้ถูกจัดเป็นหมวดหมู่ตามลำดับทำนองเพลงบรรเลง (Ragas) อีกจำนวน 31 กลุ่มดังนี้
1.
ศรีราฆ
7.
บีฮากร้า
13.
แบรารี้
19.
นัต
25.
บาสันต์
2.
มาญ
8.
วาธันส์
14.
ตีลัง
20.
มาลีเการ่า
26.
ซารัง
3.
เคาวรี่
9.
โสรัถ
15.
ซูฮี่
21.
มารู่
27.
มาลัร
4.
อาส้า
10.
ธนาสรี้
16.
บีลาวัล
22.
ตูคารี่
28.
คานาร่า
5.
กุญรี้
11.
แญอัตซารี้
17.
กาอูนด์
23.
เคดาร่า
29.
คัลลีอาน
6.
เดวคันดารี้
12.
โตดี้
18.
รามกาลี่
24.
แปห์โร่
30.
ปรับบาอี
               
31.
ไญยาวันตี้
ทำนองเพลงบรรเลง (Ragas) ได้ถูกจัดเรียงลำดับอีกครั้งตามจังหวะของเพลง ดังนี้
1.
บทสวดเจาปาดาส - ซึ่งประกอบด้วยบทประพันธ์สี่ตอน
2.
บทสวดอัสดาปาดาส - ซึ่งประกอบด้วยบทประพันธ์แปดตอน
3.
บทกวียาวพิเศษ
4.
บทสวดชันต์ - ขนาดความยาวหกบรรทัด
5.
บทกวีสั้นพิเศษ
6.
บทสวดวาร์ - ซึ่งประกอบด้วยบทสวดหรือที่เรียกว่า "โศลก" อย่างน้อยสองบทขึ้นไป และตามด้วยบทกลอนหรือที่เรียกว่า"ปอริ" อีกหนึ่งบท
7.
บทสวดที่ประพันธ์ขึ้นโดยนักบวชทั้งหลาย (บัคกะตะ)
พระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ นั้นประกอบด้วยพระวัจนะหรือที่เรียกว่า "บานิส" ของพระศาสดาห้าพระองค์แรก และพระศาสดาพระองค์ที่เก้า และพระศาสดาพระองค์ที่สิบ นอกจากนี้พระมหาคัมภีร์นี้ยังได้รวบรวมบทประพันธ์และเนื้อร้องจากบทเพลงสวดมนต์อ้อนวอนสรรเสริญพระเจ้าของนักบวชต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักบวชชาวมุสลิม นักบวชชาวฮินดู และแม้กระทั่งนักบวชชนชั้นต่ำซึ่งเป็นที่รังเกียจและห้ามแตะต้องของสังคมชาวฮินดูในวรรณะที่สูงกว่าในสมัยนั้น สิ่งนี้ได้แสดงให้เห็นว่าศาสนาซิกข์นั้นเคารพในสิทธิของคนทุกเชื้อชาติและศาสนาอย่างแท้จริง
ส่วนบทเพลงสวดมนต์และหลักธรรมคำสอนซึ่งเป็นพระวัจนะของท่านพระศาสดาทั้งหลายจะถูกจัดเรียงลำดับตามวันที่ที่บทสวดนั้นๆ ได้ถูกแต่งขึ้นมา โดยจะมีตัวเลขแสดงถึงลำดับตำแหน่งของท่านพระศาสดา หรือที่เรียกว่า "มาฮัลล่า" อยู่ด้านหน้าของชื่อบทสวดเหล่านี้ เช่น มาฮัลล่าที่ 1 จะหมายถึงว่าบทสวดนี้ได้ถูกแต่งขึ้นมาโดย ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ และ มาฮัลล่าที่ 2 จะหมายถึงว่าบทสวดนี้ได้ถูกแต่งขึ้นมาโดย ท่าน คุรุ อังขัด เดว ยิ เป็นต้น
บทสวดต่างๆ ทั้งหมดในพระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ จะมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 5867 บท โดยสามารถจัดแบ่งบทสวดเหล่านี้ออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ตามรายชื่อของผู้แต่ง ได้ดังนี้
1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
กาบีร: 534 บท
 
นักบวชกาบีร (อายุขัย ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1398 ถึง ปี ค.ศ. 1495): ท่านได้เกิดมาในครอบครัวที่นับถือศาสนาพราหมณ์แต่ได้รับการเลี้ยงดูโดยครอบครัวที่เป็นชาวมุสลิม ต่อมาท่านได้เข้าร่วมอยู่ในกลุ่มนักบวชบัคติ และได้ต่อต้านการแบ่งชนชั้นวรรณะตลอดมา ท่านเป็นนักบวชผู้รักความสงบสุข ส่งเสริมให้เกิดความรักและความสามัคคีปรองดองกันในสังคม ท่านยังเป็นนักกวีผู้เก่งกาจ ท่านเป็นผู้ที่มีความจริงใจต่อเพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย และเป็นที่เคารพนับถือของคนทั้งหลายทั้งชาวฮินดูและมุสลิม
9.
แฟริด: 123 บท
 
นักบวชเชค แฟริด (อายุขัย ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1175 ถึง ปี ค.ศ. 1265): ท่านเป็นนักบวชชาวมุสลิมนิกายสุฟิ ท่านมีความเก่งกล้าสามารถทางด้านการแต่งบทกวีภาษาปัญจาบียิ่งนัก นอกจากนี้ท่านยังเป็นคนที่มีสัมพันธไมตรีที่ดีและมีความเมตตาปราณี ท่านยึดหลักในการดำรงชีวิตที่เรียบง่าย และมุ่งเน้นในการเข้าถึงพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว
10.
นามเดว: 62 บท
 
นักบวชนามเดว (อายุขัย ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1270 ถึง ปี ค.ศ. 1350): ท่านเป็นนักบวชที่ได้เดินทางมาจากเมืองมหาราชตรา ท่านได้เดินทางฟันฝ่าอุปสรรคมากมายไปยังดินแดนต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ท่านได้เคยอาศัยอยู่ในเมืองปัญจาบเป็นเวลานานหลายปี
11.
รวิดาส: 40 บท
 
นักบวชรวิดาส: ท่านเป็นนักบวชรุ่นราวคราวเดียวกับท่านนักบวชกาบีร และเป็นลูกศิษย์ของท่านนักบวชรามานันท์ ท่านรวิดาสเป็นนักบวชรุ่นสุดท้ายของกลุ่มนักบวชบัคติ ท่านเติบโตมาจากครอบครัวที่อยู่ในชนชั้นวรรณะต่ำ ประกอบอาชีพเป็นช่างปะรองเท้า แต่ท่านก็มีลูกศิษย์มากมาย เนื่องจากว่าท่านเป็นนักบวชที่เก่งกล้าสามารถ ท่านยึดในหลักของการดำรงชีวิตด้วยความเรียบง่ายและเคร่งครัดในทางศาสนาตลอดมา
12.
ตรีโลจันทร์: 5 บท
 
นักบวชตรีโลจันทร์: ท่านเป็นนักบวชรุ่นราวคราวเดียวกับท่านนักบวชกาบีร และเป็นนักบวชผู้ชำนาญทางเวศย์ที่มีชื่อเสียง ท่านเชื่อมั่นและศรัทธาในพระเจ้าแต่เพียงองค์เดียว และได้ต่อต้านความเชื่อและการนับถือในผีสางเทวดาตลอดมา
13.
เบนี่: 3 บท
 
นักบวชเบนี่: ท่านเป็นนักบวชรุ่นราวคราวเดียวกับท่านนักบวชนามเดว ท่านเป็นผู้ที่มีฐานะค่อนข้างดี และเป็นผู้ที่รักสันโดษ ด้วยการตั้งจิตมั่นและนั่งทำสมาธิเพื่อระลึกถึงพระเจ้า จากผลงานการแต่งบทสวดภาวนาขอพรจากพระเจ้าของท่าน อาจกล่าวได้ว่าท่านเป็นนักกวีที่มีความสามารถเป็นอย่างยิ่ง
14.
ดันนา: 4 บท
 
นักบวชดันนา: ท่านเป็นชาวเมืองราชาสถาน ซึ่งเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1415 ท่านได้ใช้เวลาชั่วชีวิตของท่านในการสวดมนต์สรรเสริญพระเจ้าอย่างเคร่งครัด แต่ในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน ท่านได้เลื่อมใสและศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวและได้ต่อต้านการนับถือบูชาผีสางเทวดาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
15.
แยเดว: 2 บท
 
นักบวชแยเดว: ท่านเป็นนักกวีหลวงผู้มีชื่อเสียงยิ่งนักในรัชสมัยของกษัตริย์ลักษณ์มัน เซน เจ้าเมืองเบงกอล ผลงานที่มีชื่อเสียงโด่งดังของท่านผลงานหนึ่งก็คือ บทกวี กีตา โกวินดา ซึ่งทั้งเนื้อร้องและทำนองเพลงประกอบนั้นได้รับความนิยมชมชอบว่ามีความไพเราะเป็นยิ่งนัก
16.
บิข่าน: 2 บท
 
นักบวชเชค บิข่าน: ท่านเป็นนักบวชชาวมุสลิมนิกายสุฟิ และได้เสียชีวิตลงในช่วงระหว่างการปกครองของกษัตริย์อัคบัร ท่านเป็นนักปราชญ์ผู้ซึ่งได้ศึกษาความรู้จนแตกฉานมากที่สุดคนหนึ่งในสมัยนั้น ท่านเชื่อเสมอว่าพระนามของพระเจ้าเท่านั้นที่จะช่วยให้พ้นทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ นาๆ ได้
17.
แสน: 1 บท
 
นักบวชแสน: ท่านเป็นช่างตัดผมประจำสำนักของพระราชาราม กษัตริย์แห่งเมืองเรวา ท่านเป็นลูกศิษย์ของท่านนักบวชรามานันท์และท่านนักบวชกาบีรนั่นเอง
18.
ปีป้า: 1 บท
 
นักบวชปีป้า: ท่านเกิดในปี ค.ศ. 1425 ท่านเป็นกษัตริย์ครองเมืองกากาโรงการฮ์ แต่ต่อมาได้สละราชบัลลังค์และได้เดินทางเพื่อค้นหาความจริงในชีวิต จนได้มาพบและได้ฝากตนเป็นลูกศิษย์ของท่านนักบวชรามานันท์ในที่สุด ท่านได้ดำรงชีวิตด้วยความอ้อนน้อมถ่อมตนอย่างเคร่งครัดตลอดมา
19.
ซัดธนา: 1 บท
 
นักบวชซัดธนา: ท่านประกอบอาชีพเป็นคนขายเนื้อสด ซึ่งเกิดในเมืองซินด์ ท่านได้ตั้งจิตมั่นในการสวดมนต์ภาวนาและทำสมาธิเพื่อระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าอย่างเคร่งครัด จนเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคม แต่ท่านก็ถูกต่อต้านโดยนักบวชพราหมณ์มากมาย และในที่สุดท่านก็ถูกลงโทษจากพวกนักบวชพราหมณ์เหล่านี้ด้วยการถูกจับไปฝังทั้งเป็นในที่สุด
20.
รามานันท์: 1 บท
 
นักบวชรามานันท์: ท่านเป็นนักบวชพราหมณ์ซึ่งเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1359 ที่เมืองมัดดราส ท่านเป็นผู้เริ่มก่อตั้งกลุ่มนักบวชบัคติ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ท่านเป็นผู้เชียวชาญทางเวศย์เป็นยิ่งนัก และเป็นที่เคารพนับถือของนักบวชพราหมณ์ทั้งหลาย ท่านเป็นผู้ที่ต่อต้านการแบ่งชนชั้นวรรณะในสมัยนั้น ท่านนักบวชกาบีร เป็นลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากคนหนึ่งในหมู่ลูกศิษย์ของท่านทั้งหมดในสมัยนั้น
21.
ปัรมานันท์: 1 บท
 
นักบวชปัรมานันท์: ท่านเกิดที่เมืองมหาราชตรา ท่านอยู่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ตลอดมา และเป็นผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาในพระกฤษณะ ซึ่งเป็นพระเจ้าในศาสนาฮินดู เป็นยิ่งนัก แต่ต่อมาได้มายึดมั่นในหลักธรรมและคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าแต่พระองค์เดียว
22.
สุรดาส: 2 บท
 
นักบวชสุรดาส: ท่านเป็นชนชาววรรณะพราหมณ์ ซึ่งเกิดในปี ค.ศ.1529 ท่านได้ศึกษาภาษาสันสกฤตและภาษาเปอร์เซีย (อิหร่าน) และยังได้ศึกษาวิชาการดนตรีและการแต่งบทเพลง ต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ปกครองเมืองโดยกษัตริย์อัคบัร แต่ต่อมาได้ถูกจับตัวไปขังเนื่องจากท่านได้ทอดทิ้งหน้าที่ของท่าน ในบั้นปลายชีวิตของท่าน ท่านได้ใช้ชีวิตเยี่ยงนักบวชและอาศัยอยู่กับนักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
23.
สุนดัร: 6 บท
 
นักบวชสุนดัร: ท่านนักบวช บาบา สุนดัร (อายุขัย ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1560 ถึง ปี ค.ศ. 1610) ท่านเป็นหลานของ ท่าน คุรุ อมัรดาส ยิ บทกวีที่ท่านได้แต่งขึ้นคือบทกวีที่มีชื่อว่า "ซัดด์" ซึ่งแปลว่า การเรียกหา ท่านได้แต่งบทกวีบทนี้ขึ้นมาตามคำสั่งของ ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ ภายหลังจากที่ ท่าน คุรุ รามดาส ยิ ได้เสียชีวิตลง
24.
มัรดานา: 3 บท
 
ท่านหบาย มัรดานา: ท่านเป็นลูกศิษย์และเป็นนักดนตรีคนสำคัญของ ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ มาตลอดชีวิตของท่าน ท่านเกิดมาเป็นชาวมุสลิม และเป็นเพื่อนในสมัยเด็กของ ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ นอกจากนี้ท่านยังได้ร่วมเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อเผยแผ่ศาสนาซิกข์ร่วมกับ ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ตลอดมา
25.
สัตต้าและบัลวันต์: 8 บท
 
นักบวชสัตต้าและนักดนตรีบัลวันต์: ท่านนักบวชสัตต้าเป็นลูกศิษย์ผู้เคร่งครัดในศาสนาซิกข์ตั้งแต่สมัยของ ท่าน คุรุ อังขัด เดว ยิ ต่อมายังสมัยของ ท่าน คุรุ อมัรดาส ยิ ต่อมายังสมัยของ ท่าน คุรุ รามดาส ยิ และต่อมาจนกระทั่งสมัยของ ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ ท่านได้ร่วมกับนักดนตรีที่มีชื่อว่าท่านบัลวันต์ ซึ่งเป็นเพื่อนของท่านในการแต่งบทเพลงร้องสรรเสริญ และขอพรจากพระเจ้า ซึ่งก็ได้ถูกรวบรวมไว้ในพระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ ในเวลาต่อมา
26.
คณะบัตต์: 123 บท
 
นักดนตรีคณะบัตต์: นักดนตรีคณะบัตต์นี้คือกลุ่มนักดนตรีที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 16 พวกเขาเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์ นักกวี นักดนตรี หรือนักร้องก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นคนที่มีเก่งกล้าความสามารถเป็นยิ่งนัก ซึ่งคนกลุ่มนี้ประมาณ 8 - 17 ได้เข้าร่วมในการแต่งบทเพลงสวดมนต์ขอพรจากพระเจ้าที่ได้บัญญัติไว้ในพระมหาคัมภีร์ คุรุ ครันธ์ ซาฮิบ ยิ
© สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2547 - 2548 สมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทย
โทรศัพท์: +66 (0) 2221-1011   โทรสาร: +66 (0) 2224-8095   อีเมล: info@thaisikh.org