www.thaisikh.org
 
English Version
 
ศาสนาซิกข์
ประวัติศาสนาซิกข์
วิถีแห่งซิกข์
พระศาสดา
พระมหาคัมภีร์
ฮัรมันดิร ซาฮิบ
ศาสนสถาน คุรุดวารา
ศาสนบัญญัติประจำวัน
ศาสนพิธีของซิกข์
วัฒนธรรม - ประเพณี
คำอธิบายศัพย์ต่างๆ
 
วารสารไทยซิกข์
รายละเอียดวารสาร
วารสารฉบับปัจจุบัน
คลังวารสารไทยซิกข์
ส่งบทความ
 
ปฏิทินข่าวสาร
ข่าวสารทั้งหมด
วันสำคัญทางศาสนา
กิจกรรมเพื่อสังคม
กิจกรรมทางด้านกีฬา
ข่าวสารอื่นๆ
 
ดาวน์โหลด
ฟ้อนต์
พิพิธภัณฑ์รูปภาพ
วอลเปเปอร์
สกรีนเซฟเวอร์
ดาวน์โหลดอื่นๆ
 
สมาคมไทยซิกข์
ประวัติสมาคม
วาย.ที.เอส.เอ.
ที.เอส.ไอ.เอส.
ติดต่อสมาคม
 
สมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทยสมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทยสมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทยสมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทยสมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทย
พระศาสดาของซิกข์

คุรุ นานัก เดว ยิ

1. คุรุ นานัก เดว ยิ
(อายุขัย: 1469 - 1539 & ครองราชย์: 1469 - 1539)


คุรุ นานัก เดว ยิ เป็นผู้ก่อตั้งศาสนาซิกข์ขึ้นมา ซึ่งเกิดเมื่อปี ค.ศ.1469 ในหมู่บ้าน หราย-บอย-ดิ ตัลวันดิ (ในปัจจุบัน คือ หมู่บ้าน นันกาน่า ซาฮิบ โดยเมืองนี้ได้ถูกตั้งชื่อตามชื่อของคุรุ นานัก เดว ยิ นั่นเอง) อำเภอเชคุปูระ ห่างจากเมืองลาฮอร์ (ประเทศปากีสถาน) ไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 65 กิโลเมตร วันคล้ายวันเกิดของท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ จะตรงกับวัน การ์ติก ปูรันมาชิ ซึ่งก็คือวันที่พระจันทร์เต็มดวงในเดือนการ์ติก (ช่วงระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน) พระบิดาของท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ มีพระนามว่า เมทธา กัลหยัน ดาส ซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในนาม เมทธา กาลู ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรประจำอำเภอ พระมารดาของท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ มีพระนามว่า มาตา ธริพ-ตา ยิ ซึ่งเป็นผู้ซึ่งเคร่งครัดในทางศาสนาเป็นอย่างยิ่ง และท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ มีพี่สาว ซึ่งมีพระนามว่า เบบิ นานกิ ผู้ซึ่งรักและเอ็นดูท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ เป็นอย่างมากด้วย
คุรุ นานัก เดว ยิ - เกิด
คุรุ นานัก เดว ยิ - การค้าที่แท้จริง
วิถีชีวิตและกิจกรรมต่างๆ ของ คุรุ นานัก นั้นเป็นที่ยกย่องเป็นอย่างยิ่งมาตั้งแต่สมัยที่ท่านยังเป็นเด็กแล้ว พระบิดาของท่านต้องการให้ท่าน คุรุ นานัก มีอนาคตที่สดใส เป็นบุคคลที่น่ายำเกรง และประกอบอาชีพการงานที่มั่นคง เมื่อท่าน คุรุ นานัก มีอายุได้ 12 ปี พระบิดาของท่านต้องการให้ท่านเป็นพ่อค้า จึงได้มอบเงินให้ คุรุ นานัก เป็นจำนวน 20 รูปี และสั่งให้ใช้เงินจำนวนนี้ไปทำการค้าที่ดีและให้ได้มาซึ่งกำไร แต่แทนที่จะทำตามที่พระบิดาสั่ง คุรุ นานัก ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปซื้ออาหาร เพื่อมาแจกจ่ายให้กับนักบวชทั้งหลายผู้ซึ่งอดอาหารมาหลายวัน เมื่อพระบิดาถามถึงเงินที่ให้ไปเพื่อทำการค้า ท่าน คุรุ นานัก ก็ ได้ตอบว่า ท่านได้ทำ "การค้าที่แท้จริง" ด้วยการมอบอาหารให้แก่นักบวชผู้หิวโซทั้งหลาย เมื่อได้ยินดังนั้น พระบิดาของท่าน คุรุ นานัก ก็โมโห และโกรธมากที่ คุรุ นานัก ได้ใช้เงินที่ให้ไปนั้นโดยเปล่าประโยชน์ แต่พี่สาวของ คุรุ นานัก ที่ชื่อว่า นานกิ ก็ได้ปกป้องและแก้ตัวให้ท่าน คุรุ นานัก ช่วยให้ คุรุ นานัก พ้นข้อกล่าวหาดังกล่าวของพระบิดาไปได้
การกระทำอันประเสริฐดังกล่าวของท่าน คุรุ นานัก เมื่อยังเยาว์วัย และการปฏิเสธความต้องการความร่ำรวยทางโลกนั่น แสดงให้เห็นว่า ท่าน คุรุ นานัก ไม่ใช่ บุคคลธรรมดา หากแต่เป็นผู้ซึ่งพรหมลิขิตให้เกิดมาเป็นตัวแทนของพระเจ้า (คุรุ) โดยแท้ ท่านเป็นศาสดาผู้ซึ่งเกิดมาเพื่อชี้นำทางสว่างแก่มวลมนุษย์ทุกคนนั่นเอง ในปัจจุบันนี้ สถานที่ที่ คุรุ นานัก เดว ยิ ได้มอบอาหารให้แก่นักบวชผู้น่าสงสารทั้งหลายเหล่านั้น เป็นสถานที่ตั้งของศาสนสถาน คุรุดวารา (วัด) สัจจะ ซอดะ
ท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ เริ่มศึกษาภาษาฮินดิ และภาษาสันสกฤตตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ซึ่งท่านก็ทำให้อาจารย์ของท่านประหลาดใจมาก เพราะท่านรอบรู้ความจริงอันประเสริฐเกี่ยวกับพระเจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อท่านอายุได้ 13 ปี ท่านได้เริ่มศึกษาภาษาเปอร์เซีย (อิหร่าน) และภาษาอาหรับ และเมื่อท่านอายุได้ 16 ปี ท่านก็เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถเก่งกล้ามากที่สุดในเมือง
คุรุ นานัก เดว ยิ - ศึกษา
ต่อมา ในปี ค.ศ.1487 ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ก็ได้สมรสกับ พระนาง ศรี สุลักคานิ ยิ ซึ่งเป็นลูกสาวของท่าน มุล จันทร์ ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ มีลูกชาย 2 คน คือ บาบา ศรี จันทร์ ยิ เกิดเมื่อ ปี ค.ศ.1491 และ บาบา สักษมี ดาส ยิ เกิดเมื่อ ปี ค.ศ.1496
คุรุ นานัก เดว ยิ - พบท่านมารดานา
ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1504 พี่สาวของท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ได้พา คุรุ นานัก เดว ยิ ไปอยู่ในเมืองสุลตานปูรโลดฮิ เนื่องจากสามีของเธอได้หางานให้ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ทำ เป็นงานที่ต้องเฝ้าร้านในตลาดโมดิคานา ตั้งอยู่ในเมืองนาวาบ อำเภอ โดลัท-คาน-โลดฮิ ที่นี่เองที่ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ได้รู้จักกับหนุ่มเที่ยวร้องเพลงขอทานที่มีชื่อว่า มารดานา ผู้ซึ่งเป็นคนมุสลิมชนชั้นต่ำและยากจน (นิกายมิราซิ) และมีอายุมากกว่าท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ถึง 10 ปี
เมื่อท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ มีอายุได้ 38 ปี ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.1507 หลังจากที่ท่านได้อาบน้ำชำระร่างกายใน
คุรุ นานัก เดว ยิ - เสียงจากพระเจ้า
แม่น้ำเล็กๆ ที่มีชื่อว่า "เวน นาดิ" ใกล้ๆ เมืองสุลตานปูรโลดฮิ เรียบร้อยแล้ว ท่านได้ยินเสียงจากพระเจ้าสั่งให้ท่านอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือปวงมนุษยชน หลังจากนั้นประโยคแรกที่ท่านเปล่งเสียงออกมาก็คือ "ตั้งแต่บัดนี้จะไม่มีชาวฮินดูและชาวมุสลิมอีกต่อไป" ดังนั้นท่านจึงเริ่มออกเดินทางเพื่อเผยแผ่และช่วยนำทางเราทุกคนให้เข้าถึงสัจธรรมอันแท้จริงของชีวิต ซึ่งต่อมาหลักธรรมและคำสอนของท่านก็ได้ถูกจารึกขึ้นมาเป็นศาสนาซิกข์ในทุกวันนี้นั่นเอง หลังจากที่ท่านได้เดินทางเผยแผ่ศาสนาซิกข์ไปทั่วเมืองปันจาบแล้ว ท่านก็ตัดสินใจที่จะเดินทางออกไปนอกเมือง โดยได้เดินทางไปไกลยัง 4 ทิศทั่วโลก ไปยังที่ที่มีคนนับถือศาสนาอื่นๆ ทั้งในประเทศอินเดีย และต่างประเทศ การเดินทางเพื่อเผยแผ่ศาสนาซิกข์ของท่านในครั้งนี้ได้ถูกกล่าวขานกันว่าเป็น จัร อูดาซิส ของ ท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ
ระหว่างการเดินทางไปยัง 4 ทิศทั่วโลกในครั้งนี้ ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ได้เดินทางไปยังเมืองที่มีคนนับถือศาสนาอื่นๆ มากมาย เพื่อเผยแผ่หลักธรรมและคำสอนของศาสนาซิกข์ ไม่ว่าจะเป็นเมืองคุรุกเชตรา, เมืองฮาริดวาร, เมืองโยชิ มัท, เมืองราธา ซาฮิบ, เมืองโกราค มัทธา (เมืองนานัก มัทธา), เมืองอุทธยา, เมืองปรายัค, เมืองวารานาสี, เมืองกายา, เมืองปัทนา, อำเภอดูบริและอำเภอกอฮาติ ในเมืองอัสซัม, เมืองดัคกา, เมืองปูริ , เมืองคัตทอค, เมืองราเมชวาราม, เมืองซีลอน, เมืองบิดัร, เมืองบาโรช, เมืองสมนาท, เมืองดวารคา, เมืองจานาการ์ฮ, เมืองอุจเจน, เมืองอัจเมอร์, เมืองมธุระ, เมืองปัคปัทธาน, เมืองตัลวันดิ, เมืองลาฮอร์, เมืองสุลตานปูร, เมืองบิลาสปูร, เมืองราวัลซาร์, เมืองจาวาลายิ, หุบเขาสปิติ, เมืองธิเบต, เมืองลาดาค, เมืองคารกิล, เมืองอมารนาท, เมืองศรีนาการ และเมืองบารามูลา
ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ได้เดินทางไปเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของศาสนาซิกข์ ยังสถานที่สำคัญต่างๆ ของชาวมุสลิมหลายแห่ง เช่น เมืองเมกกะ เมืองเมดิน่า และเดินทางไปยังเมืองแบกแดดโดยผ่านไปทางเมืองมุลต่าน เมืองเปชฌาวาร ซัคคาร เมืองซัน มิอานิ และเมืองฮิงลาจ เป็นต้น ตามประวัติศาสตร์ ท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ ได้เดินทางไปยังเมืองเมกกะโดยผ่านทางทะเล นอกจากนี้ท่านยังได้เดินทางไปยังเมืองซีเรีย เมืองตุรกี และเมืองเตหะราน (ปัจจุบันคือเมืองหลวงของประเทศอิหร่าน) จากเมืองอิหร่านท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ ได้ออกเดินทางด้วยขบวนอูฐเพื่อเดินทางไปยังเมืองคาบุล เมืองคันดาร และเมืองจะเลลาบัด จุดประสงค์หลักของการเดินทางของท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ในครั้งนี้ก็เพื่อปลุกให้มนุษยชนได้ระลึกถึงความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า และเพื่อเผยแผ่หลักธรรมคำสอนศาสนาซิกข์ ท่านได้ก่อตั้งเครือข่ายเพื่อเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ศาสนาซิกข์ ที่มีชื่อว่า "มันยิส" ท่านได้แต่งตั้งสาวกผู้ที่มีความรู้ความสามารถและเชื่อมั่นในพระเจ้าให้เป็นผู้นำในการดำเนินการ (ตัวแทนเพื่อเผยแผ่หลักธรรมคำสอนศาสนาซิกข์) หลักธรรมคำสอนของศาสนาซิกข์ได้ถูกซึมซับเข้าสู่จิตใจของปวงชนทุกเพศทุกวัยในเวลาอันรวดเร็ว ศาสนาซิกข์ได้เริ่มแพร่หลายเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ ทั้งในประเทศอินเดีย และต่างประเทศได้อย่างราบรื่น
คุรุ นานัก เดว ยิ - เมืองแบกแดด คุรุ นานัก เดว ยิ - การเดินทางอันยาวไกล คุรุ นานัก เดว ยิ - เมืองเมกกะ
นอกจากท่านจะเผยแผ่หลักธรรมคำสอนศาสนาซิกข์ด้วยวิธีการสื่อสารและช่วยเหลือผู้ตกทุกข์แล้ว ท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ ยังได้เผยแผ่หลักธรรมคำสอนศาสนาซิกข์ทั้งด้วยการแสดงธรรม และการปฏิบัติธรรม ให้แก่มนุษยชนทุกคน โดยไม่ถือชนชั้นวรรณะ เชื้อชาติ และศาสนา ท่านไม่รังเกียจผู้ใดทั้งสิ้น ท่านร่วมรับประทานอาหาร และอยู่อาศัยร่วมกับคนทุกชนชั้นวรรณะโดยไม่เคยถือตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยก่อนนั้น ที่มีการแบ่งชนชั้นวรรณะอย่างเข้มงวดในหมู่ผู้นับถือศาสนาฮินดู การกระทำดังกล่าวของท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ นี้ ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงแรกของการเดินทางของท่านที่ได้พบและรู้จักกับเพื่อนเดินทางที่เป็นหนุ่มชาวมุสลิมชนชั้นต่ำและยากจนที่มีชื่อว่า มารดานา ท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ ได้แจกสิ่งของต่างๆ ที่ท่านได้รับระหว่างการเดินทางให้แก่ผู้คนที่ยากจนทั้งหลาย และส่วนที่เหลือก็นำมาให้แก่เจ้าของบ้านพักที่ท่านอาศัยอยู่เพื่อใช้ในการหุงหาอาหารในครัวเรือน และท่านก็ไม่รังเกียจที่จะนั่งรับประทานอาหารร่วมกับคนเหล่านั้นโดยไม่ถือชั้นวรรณะแต่อย่างใด การปลูกฝังการร่วมรับประทานพร้อมกันกับคนทุกชนชั้นวรรณะ หรือที่เรียกว่า "ลังกัร" นั้น เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการช่วยเหลือคนยากจน และเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลเพื่อลดการแบ่งแยกทางศาสนา และช่วยสร้างความเสมอภาคระหว่างคนทุกชนชัน วรรณะ และทุกเพศนั่นเอง
ถึงแม้ว่าการเดินทางในสมัยก่อนนั้นจะมีอุปสรรคต่างๆ มากมาย ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ก็มิได้ย่อท้อ แต่ยังคงตั้งมั่นเดินทางไปยังทั่วทั้ง 4 ทิศ ซึ่งเป็นการเดินทางที่ยาวไกลและแสนทรหดมาก ท่านเดินทางไปยังสถานที่สำคัญทางศาสนาต่างๆ ทั่วประเทศอินเดีย เพื่อเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของศาสนาซิกข์ ท่านได้แสดงธรรม และสอนให้มนุษยชนทุกคนเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าการทำพิธีกรรมบูชายัญและการทรมานตนเองนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดเลย ท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ ไม่เคยเห็นด้วยกับการทำพีธีกรรมบูชายัญโดยใช้ศาสนาเป็นข้ออ้างที่ผิด และการนับถือผีสางเทวดาและการเชื่อถือโชคลาง ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่เหลวไหลทั้งสิ้น
คุรุ นานัก เดว ยิ - กษัตริย์บาบารฟังคำสอนและหลักธรรมของท่าน
ในปี ค.ศ.1520 กษัตริย์บาบารได้เข้ามาทำการจู่โจมประเทศอินเดีย กษัตริย์บาบารได้ส่งทหารกองร้อยเข้ามาในประเทศมากมาย ทหารเหล่านี้ได้ไล่ฆ่าและขู่เข็ญเหล่าประชากรพลเมืองผู้บริสุทธิ์มากมาย ชาวเมืองอะเมียบัด ทั้งผู้หญิงและเด็กผู้ไร้เดียงสามากมายถูกจับไปเป็นเชลยสงคราม ข้าวของและทรัพย์สมบัติต่างๆ ของชาวเมืองถูกปล้นและแย่งชิงไป เมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ก็ได้ออกมาปกป้องประชาราษฎร ด้วยการออกมาแสดงตนเบื้องหน้าทุกคน และพยายามพูดเจรจาเพื่อให้ยุติการต่อสู้อย่างสงบ แต่แล้วท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบก็ถูกทหารของกษัตริย์จับตัวไปเป็นเชลย ซึ่งต่อมาเมื่อกษัตริย์ได้ฟังคำสอนและหลักธรรมของท่านคุรุ นานัก เดว ยิ แล้ว กษัตริย์ก็ได้สำนึกผิดในสิ่งที่ได้ทำไป และยอมปล่อยตัวท่านคุรุ นานัก ซาฮิบ และประชากรที่ถูกจับไปเป็นเชลยให้เป็นอิสรภาพทุกคน
ท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ ได้ใช้เวลาในการเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ เพื่อเผยแผ่ศาสนาซิกข์ถึง 25 ปี ซึ่งในระหว่างนั้นท่านได้แต่งเพลงสวดสรรเสริญพระเจ้าไว้มากมาย ซึ่งเพลงสวดเหล่านี้ได้ให้คำตอบและคำอธิบายอย่างสมเหตุสมผลของปัญหาทั้งทางสังคมและทางศาสนาที่สำคัญๆ ต่างๆ ที่ท่านได้ประสบในชีวิตประจำวันของท่านไว้ทั้งหมด ในบทเพลงสวดสรรเสริญพระเจ้าบางเพลงได้แต่งขึ้นจากบทสนทนาระหว่างท่านกับนักบวชพราหมณ์ (โยคี) ในเมืองปันจาบและในสถานที่อื่นๆ ที่ท่านได้เดินทางไป ซึ่งท่านเป็นผู้ริเริ่มการยกเลิกวิถีการดำเนินชีวิตและพยายามเปลี่ยนทัศนคติต่อศาสนาที่ผิดๆ ของนักบวชโยคีเหล่านี้ ระหว่างการเดินทางในครั้งนี้ ท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ ยิ ได้ศึกษาและเรียนรู้ถึงหลักธรรมคำสอนของศาสนาต่างๆ เช่น ศาสนาฮินดู ศาสนาเชน ศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม เป็นต้น ซึ่งในขณะเดียวกันท่านก็เผยแผ่หลักธรรมและคำสอนของศาสนาใหม่ของท่าน ซึ่งก็คือศาสนาซิกข์ ในทุกๆ สถานที่ที่ท่านได้เดินทางไป เนื่องจากหลักธรรมและคำสอนของท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ นั้นค่อนข้างจะตรงกันข้ามกับแนวปฏิบัติและความเชื่อของคนในสมัยก่อนนั้น ซึ่งท่านคุรุ นานัก ซาฮิบ ยิ ก็ได้พยายามทำการต่อต้าน และปฏิเสธความเชื่อ การบูชายัญ และการทรมานตนเองเพื่อสรรเสริญพระเจ้าทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศอินเดียในขณะนั้น ซึ่งทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นของการเดินทางเพื่อเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของศาสนาซิกข์ของท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ ยิ และบทเพลงสวดสรรเสริญพระเจ้าต่างๆ ที่ท่านได้แต่งขึ้นมาบนพื้นฐานของประสบการณ์และความรู้ที่ท่านได้จากศึกษาแนวคิดของศาสนาต่างๆ สังคม การเมือง และวีถีการดำเนินชีวิตของชาวเมืองต่างๆ ที่ท่านได้ประสบพบเห็นระหว่างการเดินทางในครั้งนั้นๆ
คุรุ นานัก เดว ยิ - พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
ต่อมา ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ได้ตั้งหลักพำนักอาศัยอยู่ในเมืองการ์ตาร์ปูร (ปัจจุบันอยู่ในประเทศปากีสถาน) ซึ่งเป็นเมืองที่ท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ ได้ก่อตั้งขึ้นเองเมื่อปี ค.ศ.1522 ท่านได้ใช้ชีวิตบั้นปลายของท่านที่เมืองนี้เอง (คือในช่วงระหว่างปี ค.ศ.1522-1539) ซึ่งในทุกๆ วันก็จะมีการร้องเพลงสวดมนต์สรรเสริญพระเจ้า (Kirtan) และมีการแจกอาหารให้กับทุกๆ คน (Lankar) เมื่อท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ รู้ว่าใกล้จะถึงเวลาที่ท่านจะต้องจากโลกนี้ไปแล้ว ท่านก็ได้ทำการทดสอบลูกชายของท่านทั้งสองคน และลูกศิษย์ผู้เก่งกล้าของท่าน จนในที่สุด ท่านก็ได้ตัดสินใจแต่งตั้งให้ ท่าน หบาย เลห์น่า ยิ (ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น คุรุ อังขัด เดว ยิ) เป็นผู้ดูแลสืบทอดการเผยแผ่ศาสนาซิกข์ต่อจาก ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ในปี ค.ศ.1539 และหลังจากนั้นเพียงสองสามวัน ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ก็ได้ลาจากโลกนี้ไปในเดือนกันยายน ค.ศ. 1539 นั้นเอง
การเดินทางเพื่อเผยแผ่ศาสนาซิกข์ของ ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ผู้ซึ่งเป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้จบสิ้นลง ท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ ได้สอนให้มนุษยชนทุกคนยึกถือแนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักครอบครัว (Grista) และสอนให้เราทุกคนไม่ควรยิดติดกับแนวความคิดแบบวัตถุนิยม การปฏิบัติภารกิจประจำวันด้วยจิดใจเมตตาและช่วยเหลือจุนเจือซึ่งกันและกัน (Sewa) การร้องเพลงสวดมนต์สรรเสริญพระเจ้า (Kirtan) และการเชื่อถือและยึดมั่นในพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นหลักธรรมและคำสอนพื้นฐานของศาสนาซิกข์ ที่ ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ได้บัญญัติไว้ ท่านเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นศาสดาองค์แรกของของศาสนาซิกข์ ท่านได้เผยแผ่แนวความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับพระเจ้า ว่า พระเจ้าเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ เป็นผู้ที่รอบรู้ เป็นผู้ที่มีอำนาจ และเป็นผู้ที่มีเมตตาและมีความจริงใจ พระเจ้าไม่มีรูปร่าง (Nirankar) เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แต่เพียงหนึ่งเดียว (Ek Onkar) เป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ขึ้นมา (Karta Purakh) นั่นเอง
คุรุ นานัก เดว ยิ - การแจกอาหารให้กับทุกๆ คน
คุรุ นานัก เดว ยิ - คนจน กับ คนรวย
คุรุ นานัก เดว ยิ - เหล่าโยคีฟังคำสอนและหลักธรรมของท่าน
ท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ เป็นผู้ซึ่งได้ทำการปฏิรูปสังคม ด้วยการสนับสนุนสิทธิสตรี และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนจน ท่านเป็นผู้ที่ได้ทำการต่อต้านการแบ่งชนชั้นวรรณะของชาวฮินดู และการยึดอำนาจ กดขี่ข่มเหงของชาวมุสลิม อย่างจริงจัง นอกจากนี้ ท่านยังเป็นนักกวีที่มีพรสวรรค์อีกด้วย ท่านได้แต่งบทเพลงสวดมนต์สรรเสริญพระเจ้าไว้มากถึง 947 บทเพลงด้วยกัน ซึ่งรวมถึง บทสวดมนต์ยับยิ ซาฮิบ บทสวดมนต์อัสสะ ดิ วาร บทสวดมนต์บารา มาฮ์ บทสวดมนต์ซิธ โกชท์ และบทสวดมนต์โองการ (Dakhani) ซึ่งบทสวดมนต์ต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกรวบรวมไว้ในพระคัมภีร์ คุรุ กรันธ์ ซาฮิบ โดยท่าน คุรุ อัรยัน ซาฮิบ ยิ (พระศาสดาองค์ที่ 5) นั่นเอง
นอกจากนี้ ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ยังเป็นนักดนตรีที่เก่งกล้าสามารถยิ่งนัก ท่านและเพื่อนของท่าน ซึ่งก็คือ ท่าน หบาย มารดานา ได้ร่วมกันแต่งทำนองประกอบเพลงสวดสรรเสริญพระเจ้า ซึ่งเป็นทำนองเพลงอินเดียสไตล์คลาสสิคมากมาย (Ragas) ที่มีความไพเราะเป็นอย่างยิ่ง ถึงขนาดที่สามารถทำให้กษัตริย์ ยายาร์ ผู้ซึ่งเป็นจอมโจรในคราบของนักบุญและเที่ยวปล้นประชากรตามเมืองต่างๆ ใจอ่อนลงได้ และยอมทำตามที่ ท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ บอกทุกประการ ซึ่งก็คือยอมปล่อยประชากรทุกคนให้เป็นอิสระจากการถูกจับตัวเป็นเชลย ท่าน คุรุ นานัก ซาฮิบ เป็นตัวแทนของพระเจ้า เป็นผู้ชี้นำเราทุกคนให้ได้พบกับสัจธรรมของชีวิต ซึ่งครั้งหนึ่ง ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ ได้กล่าวถึง ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ไว้ว่า ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ นั้นมิใช่เป็นเพียงแค่ตัวแทนของพระเจ้าเท่านั้นหากแต่เป็นพระเจ้าเองโดยแท้
คุรุ นานัก เดว ยิ - นักดนตรีผู้เก่งกล้าสามารถ
"เอก โองการ" หมายความว่า พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งสร้างโลกนี้ขึ้นมา มีแต่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น มนุษยชนทุกคนเสมอภาคและเท่าเทียมกันหมดต่อหน้าพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นชาวฮินดูหรือชาวมุสลิมก็ตาม ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ได้กล่าวไว้ด้วยว่า การกระทำคุณงามความดีเท่านั้นที่จะช่วยนำพาเราทุกคนไปสู่พระเจ้า ซึ่งต้องเป็นการกระทำที่จริงใจ และยึดมั่นศรัทธา มิใช่กระทำไปเพียงเพื่อการแสดงหรือเพื่อความต้องการเยี่ยมชมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เท่านั้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดเลย
© สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2547 - 2548 สมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทย
โทรศัพท์: +66 (0) 2221-1011   โทรสาร: +66 (0) 2224-8095   อีเมล: info@thaisikh.org