www.thaisikh.org
 
English Version
 
ศาสนาซิกข์
ประวัติศาสนาซิกข์
วิถีแห่งซิกข์
พระศาสดา
พระมหาคัมภีร์
ฮัรมันดิร ซาฮิบ
ศาสนสถาน คุรุดวารา
ศาสนบัญญัติประจำวัน
ศาสนพิธีของซิกข์
วัฒนธรรม - ประเพณี
คำอธิบายศัพย์ต่างๆ
 
วารสารไทยซิกข์
รายละเอียดวารสาร
วารสารฉบับปัจจุบัน
คลังวารสารไทยซิกข์
ส่งบทความ
 
ปฏิทินข่าวสาร
ข่าวสารทั้งหมด
วันสำคัญทางศาสนา
กิจกรรมเพื่อสังคม
กิจกรรมทางด้านกีฬา
ข่าวสารอื่นๆ
 
ดาวน์โหลด
ฟ้อนต์
พิพิธภัณฑ์รูปภาพ
วอลเปเปอร์
สกรีนเซฟเวอร์
ดาวน์โหลดอื่นๆ
 
สมาคมไทยซิกข์
ประวัติสมาคม
วาย.ที.เอส.เอ.
ที.เอส.ไอ.เอส.
ติดต่อสมาคม
 
สมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทยสมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทยสมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทยสมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทยสมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทย
พระศาสดาของซิกข์

คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ

9. คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ
(อายุขัย: 1621 - 1675 & ครองราชย์: 1664 - 1675)


คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ - พิธีแต่งงาน
ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ เกิดเมื่อ ปี ค.ศ. 1621 ที่หมู่บ้านคุรุ คะ มาฮาล ในเมืองอัมริตซาร์ ท่านเป็นลูกชายคนสุดท้องของท่าน คุรุ ฮัร โฆบินด์ ยิ และ ท่าน บิบิ นานกิ ต่อมาใน ปี ค.ศ. 1633 ท่านได้สมรสกับท่าน มาตา กุจยริ ยิ ซึ่งเป็นลูกสาวของท่าน ลาล จันทร์ คาทรี และมีลูกชาย 1 คน คือ ท่าน โฆบินด์
ท่าน คุรุ ฮัร โฆบินด์ ยิ ไม่ได้เลือกที่จะแต่งตั้งให้ท่าน เต๊ก บาฮาดูร ยิ ขึ้นเป็นพระศาสดา เพราะว่า ชาวซิกข์ต้องการผู้นำ ซึ่งท่าน เต๊ก บาฮาดูร ยิ คิดว่าท่านยังไม่พร้อมสำหรับหน้าที่นี้ในขณะนั้น ทำให้ท่าน คุรุ ฮัร โฆบินด์ ยิ ได้เลือก ท่าน คุรุ ฮัร หราย ยิ ซึ่งเป็นหลานของท่านขึ้นเป็นพระศาสดาต่อจากท่านแทน
และต่อมาท่าน คุรุ ฮัร หราย ยิ ก็ได้เลือกท่าน คุรุ ฮัร กฤษ์ชั่น ยิ ขึ้นเป็นพระศาสดาองค์ต่อมา ซึ่งเมื่อ ท่าน คุรุ ฮัร กฤษ์ชั่น ยิ ได้ล้มป่วยลงในเมืองเดลฮีใน ปี ค.ศ. 1664 และก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ท่านได้กล่าวบอกไว้ว่า คนที่จะได้ขึ้นเป็นพระศาสดาองค์ต่อจากท่าน คือ "ท่าน บาบา บาคาลา" ซึ่งหมายถึง ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ นั่นเอง
หลังจากการเสียชีวิตของท่าน คุรุ ฮัร กฤษ์ชั่น ยิ ชาวซิกข์จำนวนมากได้เดินทางไปยังเมืองบาคาลาเพื่อไปกราบนมัสการท่านพระศาสดาองค์ใหม่ เมื่อเดินทางไปถึงที่นั่น ก็ได้มีสมาชิกครอบครัวโซดฮิประมาณ 22 คน เข้ามาอ้างว่าตนเป็นผู้ที่ท่าน คุรุ ฮัร กฤษ์ชั่น ยิ อ้างถึง และสมควรที่จะได้รับตำแหน่งเป็นพระศาสดาองค์ต่อไป ทำให้ชาวซิกข์เหล่านี้เกิดความสับสนว่าใครกันแน่คือท่านพระศาสดาที่แท้จริง
ในขณะเดียวกันนั้น ก็เป็นช่วงเวลาที่ พ่อค้าผู้ร่ำรวยคนหนึ่งที่มีชื่อว่า ท่าน มาคั่น ชาช์ ซึ่งเรือบรรทุกสินค้าของเขาได้ประสบพายุอันร้ายแรงอยู่กลางทะเล ดังนั้นเขาจึงได้บนบานต่อท่านพระศาสดาว่า หากเรือของเขารอดปลอดภัยจากพายุในครั้งนี้ เขาจะบริจาคเงินเพื่อทำบุญเป็นเหรียญทอง 500 เหรียญ ซึ่งต่อมาปรากฏว่าคำบนบานของเขาได้เป็นจริง เรือบรรทุกสินค้าเข้าจอดเทียบท่าอย่างปลอดภัย ท่านพ่อค้า มาคั่น ชาช์ จึงรีบเดินทางไปยังเมืองเดลฮี แต่เมื่อไปถึง ท่านก็ได้รับข่าวร้ายว่า ท่าน คุรุ ฮัร กฤษ์ชั่น ยิ ได้เสียชีวิตลงแล้ว และท่านผู้ที่จะได้เป็นพระศาสดาองค์ต่อไปนั้นอยู่ที่เมืองบาคาลา
ท่านพ่อค้า มาคั่น ชาช์ ได้ออกเดินทางไปยังเมืองมาคาลา เพื่อไปกราบนมัสการท่านพระศาสดาองค์ใหม่ ซึ่งเมื่อเดินทางไปถึง ก็ได้เจอเหตุการณ์เดียวกับที่ชาวซิกข์ทั้งหลายกำลังเจออยู่ในขณะนั้น คือ มีคนเข้ามาอ้างว่าตนคือพระศาสดาองค์ต่อไป ทำให้เกิดความสับสนว่าใครกันแน่คือท่านพระศาสดาที่แท้จริง เขาจึงตัดสินใจที่จะกราบนมัสการผู้ที่อ้างตนว่าเป็นพระศาสดาทั้งหมด 22 ท่านนี้ และจะถวายเหรียญทองให้ท่านละ 2 เหรียญ และหลังจากที่ท่านได้กราบนมัสการท่านเหล่านั้นแล้ว ก็ได้มีเด็กคนหนึ่งได้บอกให้ท่านพ่อค้า มาคั่น ชาช์ รู้ว่า บุคคลผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้พักอาศัยอยู่ทางฝั่งตรงข้ามของถนนนี้ ท่านพ่อค้า มาคั่น ชาช์ จึงตัดสินใจที่จะไปกราบนมัสการและถวายเหรียญทองให้แก่ท่านผู้นี้ด้วย เมื่อท่านพ่อค้า มาคั่น ชาช์ ได้ไปเข้าไปในบ้าน ก็พบว่าท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ กำลังนั่งสมาธิ สวดมนต์สรรเสริญและขอพรจากพระเจ้าอยู่ ท่านพ่อค้า ได้รู้มาว่า คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ นั้นไม่ชอบต้อนรับแขกผู้มาเยือนเท่าไรนัก หากแต่จะใช้เวลาของท่านเพื่อการทำสมาธิ สวดมนต์สรรเสริญและขอพรจากพระเจ้า ท่านพ่อค้า มาคั่น ชาช์ จึงรออยู่จนได้พบกับท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ และได้ถวายเหรียญทอง 2 เหรียญให้แก่ท่าน
คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ - กำลังนั่งสมาธิ สวดมนต์สรรเสริญและขอพรจากพระเจ้า
คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ - และ ท่านพ่อค้า มาคั่น ชาช์
เมื่อเห็นดังนั้น ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร จึงได้ ยิ้มและกล่าวกับท่านพ่อค้า มาคั่น ชาช์ ว่า "เราคิดว่าท่านได้สัญญาที่จะถวายเหรียญทองทั้งหมด 500 เหรียญเสียอีก" ทำให้ท่านพ่อค้า มาคั่น ชาช์ แปลกใจและประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ท่านพ่อค้ารีบกราบลงแทบเท้าของท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ และปีนขึ้นไปป่าวประกาศว่า เขาได้ค้นพบพระศาสดาที่แท้จริงแล้ว
ชาวซิกข์ทั้งหลายได้พากันวิ่งมายังบ้านของท่านนักบุญผู้สงบผู้นี้ และในทันทีที่พวกเขาได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากท่านพ่อค้า มาคั่น ชาช์ พวกเขาก็พากันเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่ และในที่สุด ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระศาสดาของชาวซิกข์ต่อจากท่าน คุรุ ฮัร กฤษ์ชั่น ยิ ตั้งแต่นั้นมา
ก่อนที่ ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ จะเป็นพระศาสดา ท่านได้ใช้เวลาตลอดช่วง 22 ปีที่ผ่านมาในการทำสมาธิ สวดมนต์สรรเสริญและขอพรจากพระเจ้า ในบ้านซึ่งตั้งอยู่ในเมืองบาคาลา ใกล้กับเมืองอัมริตซาร์ และตอนที่ท่านเป็นเด็ก ท่านก็มีนิสัยและทัศนคติ ที่แตกต่างจากพี่ชายของท่านอย่างมาก ท่านได้รับการฝึกฝนในการใช้อาวุธดาบเพื่อป้องกันตัวและการขี่ม้าตั้งแต่ยังเยาว์วัย นอกจากนั้นท่านยังได้ศึกษาวิชาทางด้านศาสนาจากท่าน บาบา บุดดา และท่าน หบาย กุรดาส อีกด้วย ท่านได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นพระศาสดาองค์ที่ 9 ของศาสนาซิกข์ เพื่อชี้นำทางสว่างให้แก่เราทุกคนในปี ค.ศ. 1664
คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ - ได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นพระศาสดาองค์ที่ 9 ของศาสนาซิกข์
ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ได้ยอมรับหน้าที่ในการเป็นพระศาสดาของชาวซิกข์ทั้งปวง และได้วางแผนการเดินทางเพื่อเผยแผ่ศาสนาไว้มากมาย ท่านได้เดินทางไปยังเมืองกีรัตปูร และได้เดินทางไปยังเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางของศาสนาซิกข์ต่างๆ คือ เมืองตารัน ตารัน เมืองคาดูร ซาฮิบ เมืองโกอิงวัล และเมืองอัมริตซาร์ ต่อมาใน ปี ค.ศ. 1665 ท่านได้รับมอบที่ดินจากกษัตริย์แห่งเมืองคาฮ์เลอร์ ท่านจึงได้สร้างเมืองจัก นานากิ (ตั้งชื่อตามชื่อของพระมารดาของท่าน) ขึ้นมาที่นี้ ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อของเมืองอนันปูร ซาฮิบ ต่อจากนั้น ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ก็ได้เดินทางไปยังเมืองต่างๆ เพื่อเผยแผ่หลักธรรมและคำสอนของศาสนาซิกข์ต่อไป
ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ได้เดินทางไปยังเมืองต่างๆ ร่วมกับภรรยาและพระมารดาของท่าน ท่านได้เดินทางไปทั่วทั้งเมืองปัญจาบ และในทุกที่ที่ท่านได้เดินทางไป ท่านจะจัดให้มีการแจกจ่ายอาหารให้กับคนทุกๆ คน (Lankar) ต่อมา ท่านได้เดินทางไปยังเมืองฮัรยานา เมืองเดลฮี เมืองกุเรคเชตรา เมืองอัคระ เมืองอิตตะวา เมืองอะลาฮาบัด เมืองบานารัส เมืองกายา และเมืองปัทนา ทุกที่ ที่ท่านได้เดินทางไป ท่านจะสอนให้คนทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และสอนให้มีจิตใจเมตตาทำบุญทำทาน ท่านยังได้แจกทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านได้รับมาให้แก่ลูกศิษย์ทุกคน ต่อมาเนื่องจากภรรยาของท่านกำลังตั้งครรภ ์และใกล้ถึงเวลาที่จะให้กำเนิดลูก ท่านจึงต้องทิ้งให้ภรรยาของท่านอยู่ที่เมืองปัทนานี้ ส่วน ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ได้เดินทางไปยังเมืองดัคคา และจะเดินทางต่อไปยังทางทิศตะวันออกสุดของอินเดีย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ยังไม่เคยมีท่านพระศาสดาองค์ใดตั้งแต่สมัยของท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ เป็นต้นมา ได้เดินทางไปเลย
คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ - ได้ช่วยเจรจาสงบศึกได้สำเร็จ
ใน ปี ค.ศ. 1666 เป็นช่วงเวลาที่ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ได้เดินทางไปยังทางทิศตะวันออก ท่านก็ได้รับข่าวว่า ภรรยาของท่านคลอดได้ลูกชาย ชื่อว่า ท่าน โฆบินด์ หราย การเดินทางไปยังทางทิศตะวันออกในครั้งนี้ของท่านใช้เวลานานถึง 3 ปี เนื่องจากว่าท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ต้องการที่จะพบกับผู้คนให้ได้มากที่สุด
ต่อมาที่เมืองอัสสัม ใน ปี ค.ศ. 1668 ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ได้เข้าช่วยเจรจาสงบศึกระหว่างกษัตริย์ผู้ครองเมืองอะฮ่อม และกองทัพทหารที่ถูกส่งมาจากกษัตริย์ออรังเซ็บ ภายใต้คำสั่งของกษัตริย์ของเมืองอัมเบอร์ ที่มีชื่อว่า รายา ราม ซิงห์ ได้สำเร็จ
ต่อมาใน ปี ค.ศ. 1669 - 1670 ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ได้เริ่มต้นเดินทางกลับบ้านเกิด โดยได้เดินทางไปยังเมืองปัทนา เพื่อพบกับลูกชายของท่าน คือ ท่านโฆบินด์ หราย เป็นครั้งแรก ท่านได้พักอยู่ที่นี่เพื่อสอนวิชาความรู้ต่างๆ ให้แก่ลูกชายของท่าน ท่านได้สอนวิชาความรู้ทางด้านศาสนาซิกข์ การขี่ม้า และการใช้อาวุธดาบทั้งหมดให้ลูกชายของท่านอยู่นานกว่า 1 ปี
คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ - กับลูกชายของท่าน คือ ท่านโฆบินด์ หราย
หลังจากนั้นท่านได้ส่งให้ภรรยาของท่านไปอยู่ในเมืองปัญจาบ ส่วนตัวท่านเองนั้นได้ออกเดินทางเพื่อเผยแผ่ศาสนาต่อไป และได้เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดที่เมืองอนันปูร ซาฮิบ ใน ปี ค.ศ. 1672 - 1673
ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ เป็นผู้ที่อุทิศตนเพื่อศาสนาอย่างแท้จริงในประวัติศาสตร์ ท่านได้ส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพและมีความเป็นอิสระในการเลือกที่จะนับถือศาสนาและการปฏิบัติธรรมได้ตามต้องการ
คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ - ตกลงให้ความช่วยเหลือผู้นำทางศาสนาฮินดู
ในปี ค.ศ. 1674 ผู้นำทางศาสนาฮินดูก็ได้ขอให้ ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ช่วยปกป้องศาสนาฮินดู จากการกดขี่ข่มเหงของชาวมุสลิม นำโดย กษัตริย์ ออรังเซ็บ ที่คอยบังคับให้ชาวฮินดูเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ก็ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือ
ท่าน คุรุ เต็ก บาฮาดูร ยิ ได้บอกให้พวกนักบุญทั้งหลายตอบกับกษัตริย์ว่า "พวกเจ้าจะยอมเปลี่ยนไปเป็นคนมุสลิม หากท่านกษัตริย์สามารถทำให้ ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ยอมเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามได้"
เมื่อกษัตริย์ ออรังเซ็บ ได้ยินดังนั้น ก็สั่งให้จับกุมตัว ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ในทันที และพยายามบังคับให้ท่านเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ และลูกศิษย์ของท่านมากมายถูกทรมานต่างๆ นาๆ ท่าน หบาย มาติ ดาส ผู้เคร่งในศาสนาซิกข์อย่างมาก ถูกจับผูกมัดไว้ระหว่างเสา 2 ต้น และร่างกายของเขาก็ถูกตัดออกเป็นสองท่อนในขณะที่เขากำลังมีชีวิตอยู่ ท่านหบาย ดะยาลา ถูกจับไปต้มในหม้อน้ำเดือดขนาดใหญ่ และ ท่าน หบาย สะติ ดาส ถูกพันห่อด้วยสำลีและถูกเผาไฟตายทั้งเป็น ด้วยการตัดสินใจที่แน่วแน่ว่าจะไม่เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามโดยเด็ดขาด ท่านจึงได้ตัดสินใจที่จะลาตายจากโลกนี้ไป ท่าน กษัตริย์ ออรังเซ็บ โกรธมากที่ ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ไม่ยอมเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามจึงได้สั่งให้นำตัว ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ไปประหารชีวิต ที่กลางตลาด จันดิ จอว์ค
คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ - ลูกศิษย์ของท่านถูกทรมานต่างๆ นาๆ
คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ - กำลังสวดมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยบทสวดมนต์ที่มีชื่อว่า ยับยิ
ในวันที่ 11 เดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1675 หลังจากที่ ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ได้อาบน้ำชำระร่างกาย และได้สวดมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ ด้วยบทสวดมนต์ที่มีชื่อว่า ยับยิ เรียบร้อยแล้ว ท่านได้ถูกนำพาตัวออกไปจากคุกกอตวาลิ
คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ - ถูกประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ
ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ นั่งทำสมาธิด้วยความสงบ ในขณะที่ทหารของกษัตริย์ออรังเซ็บก็ได้เงื้อดาบขึ้น เพื่อตัดศีรษะของ ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ในพริบตา
ร่างสิ้นชีวิตของ ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ถูกทิ้งไว้ที่นั่น ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ด้วยความกลัวที่มีต่อกษัตริย์ ออรังเซ็บ บังเอิญมีลมพายุพัดมาอย่างแรง ทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว เป็นโอกาสให้ลูกศิษย์ของท่านที่มีชื่อว่า ท่าน หบาย แจทธา ได้ก้มลงเก็บศีรษะของท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ และรีบมุ่งหน้าเดินทางไปหาลูกชายของท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ที่เมืองอนันปูร ซาฮิบ ส่วนลูกศิษย์ชาวซิกข์อีกท่านหนึ่งคือ ท่าน หบาย ลัคฮิ ชาช์ ผู้ซึ่งมีรถลากเทียมเกวียน ได้แอบนำร่างไร้ศีรษะของท่าน ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ กลับมาที่บ้าน และเนื่องจากการนำศพไปเผาที่ชุมชนนั่นเป็นการเสี่ยงอันตรายมาก ท่าน หบาย ลัคฮิ ชาช์จึงได้จัดพีธีเผาศพให้กับท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ด้วยการเผาบ้านของเขาเอง
คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ - ศีรษะของ ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ก็ได้ถูกนำไปส่งให้ยัง ท่าน คุรุ โฆบินด์ ซิงห์ ยิ
ในขณะเดียวกันนั้น ศีรษะของ ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ก็ได้ถูกนำไปส่งให้ยัง ท่าน โฆบินด์ ซิงห์ ยิ และ ท่าน มาตา กุจยริ ภรรยาหม้ายของ ท่าน คุรุ เต็ก บาฮาดูร ยิ ซึ่งทำให้ท่านทั้งสองนั้นเศร้าโศกเสียใจเป็นยิ่งนัก
ต่อมาในวันที่ 16 เดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1675 ที่เมืองอนันปูร ซาฮิบ ก็ได้มีการจัดพีธีศพให้กับ ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ด้วยการเผาโดยใช้ไม้จันทน์ และกราบไหว้ด้วยดอกกุหลาบ โดยมีท่านโฆบินด์ ยิ เป็นผู้ทำพิธีเผาศีรษะของ ท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ
ท่านพระศาสดาซึ่งเป็นตัวแทนของท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ องค์ที่ 9 ก็ได้เสียชีวิตลงจบลงในเหตุการณ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่ายังไม่เคยมีผู้นำทางศาสนาท่านอื่นใดในโลกนี้ ที่ยอมเสียสละอุทิศแม้กระทั่งชีวิตของตนเองเพื่อให้ความช่วยเหลือและปกป้องศาสนาอื่นเลย
คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ - พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
วัดซิซ กานิ ในตลาด จันดิ จอว์ค ในเมืองเดลฮี ที่ซึ่งมีผู้คนนับร้อยนับพันได้ไปกราบนมัสการตลอดเวลา ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่การเสียสละอันยิ่งใหญ่ของท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ ที่วัดนี้จะมีการร้องเพลงสวดมนต์สรรเสริญและขอพรจากพระเจ้าตลอดทั้งวัน
หลักธรรมและคำสอนที่สำคัญของท่าน คุรุ เต๊ก บาฮาดูร ยิ นั้นได้ถูกบันทึกไว้แล้วในบทเพลงสวดมนต์ที่ท่านได้แต่งขึ้นมา โดยเฉพาะในวรรคสุดท้ายของบทสวดมนต์ที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้ถูกแต่งขึ้นด้วยความศรัทธาอันแรงกล้า ของบทสวดมนต์บทสุดท้ายในพิธีสวด อคันธ์ ปาธ และในพิธีสวดอื่นๆ หลักธรรมและคำสอนที่สำคัญเหล่านี้ได้สะท้อนให้เราทุกคนเข้าใจถึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และคอยเตือนให้มนุษย์เราทุกคนสำนึกในความไม่แน่นอนของชีวิต
© สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2547 - 2548 สมาคมไทยซิกข์แห่งประเทศไทย
โทรศัพท์: +66 (0) 2221-1011   โทรสาร: +66 (0) 2224-8095   อีเมล: info@thaisikh.org