| มูลมันตระ |
 |
|
เอก โองการ
พระเจ้ามีเพียงองค์เดียว |
สัตย์นาม
พระเจ้าคือสัจธรรม |
กัรตา ปุรุข
พระเจ้าคือผู้สร้าง |
นิร ผอ
พระเจ้าปราศจากความกลัว |
นิร แวร์
พระเจ้าปราศจากภัยอันตราย |
อกาล มูรัต
พระเจ้าเป็นอมตะ |
อยูนิ แซ่ผังค์
พระเจ้าอยู่เหนือการเกิดและการตาย |
กุร ปัรซาด
พระเจ้าเป็นผู้ที่พร้อมสมบูรณ์ในพระองค์เอง |
|
|
|
ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ได้สอนหลักธรรม และแนวคิดใหม่ให้กับคนทุกคน เพื่อให้คนทุกคนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข และมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง หลักธรรมและแนวคิดดังกล่าวมีดังต่อไปนี้
|
| - |
ท่านสอนให้เราทุกคนรู้จักการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมซึ่งเป็นธรรมชาติที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
|
| - |
ท่านชี้นำหนทางให้เราทุกคนได้เข้าถึงพระเจ้าด้วยการดำรงชีวิตด้วยการกระทำแต่คุณงามความดี
|
| - |
การเข้าถึงธรรมะและการดำรงชีวิตตามหลักสัจธรรม ละเว้นความโลภ ความโกรธ ความหลง ความหยิ่งยโส และความเห็นแก่ตัว เป็นวิถีทางในการระลึกถึงพระเจ้าที่แท้จริง
|
|
ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ได้สอนให้เราทุกคนเข้าใจและเชื่อมั่นในความมีอยู่จริงของพระเจ้าในทุกหนทุกแห่งในโลกนี้ ซึ่งเราทุกคนสามารถรู้สึกถึงท่านได้
|
|
ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ ได้สอนให้เราดำรงชีวิตตามหลักการดังต่อไปนี้
|
|
นาม ยับนะ - พึงระลึกถึงพระเจ้าอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยให้เรามีความสุข และเข้าใจถึงความจริงของชีวิต นอกจากนี้ยังช่วยให้เราเป็นคนที่มีความอ้อนน้อมถ่อมตน และกระทำแต่คุณงานความดีอีกด้วย
|
|
กิรต์ กัรนะ - พึงประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์และสุจริต ซึ่งจะช่วยให้เราไม่เป็นทาสของใคร และยับยั้งไม่ให้เกิดความอยุติธรรมขึ้นในสังคม
|
|
วันด์ จักนะ - พึงแบ่งปัน และทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเสมอภาคขึ้นในสังคม
|
|
|
ศาสนาซิกข์เป็นศาสนาที่ยึดมั่นและเชื่อถือในพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว (วาเฮ่คุรุ) อย่างเคร่งครัด, พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสมบูรณ์ และมีอยู่จริงในทั่วทุกหนทุกแห่ง ท่านเป็นผู้ที่อมตะถาวร เป็นผู้ที่สร้างมูลเหตุของเหตุทั้งปวง ท่านไร้ซึ่งความเป็นปฏิปักษ์ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว สถิตมั่นคงในทุกสรรพสิ่งที่ทรงสร้างและคุ้มครอง พระองค์มิได้ทรงเป็นพระเจ้าของคณะหรือชาติใดชาติหนึ่ง แต่ทรงเป็น พระเจ้าแห่งความเมตตา คุณธรรม และสัจธรรมอันแท้จริง พระผู้ทรงสร้างมนุษย์ ไม่ใช่เพื่อลงโทษในความผิดของเขา แต่ให้เขาเข้าใจในจุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขาในจักรวาลสากลนี้ และเพื่อหล่อหลอมให้เขากลับเข้าไปยังแหล่งกำเนิดดั้งเดิมนั่นเอง
|
|
ในศาสนาซิกข์ การที่มนุษย์จะสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้นั้น จะต้องตัดกิเลสต่างๆ ทั้งห้าให้หมดสิ้นเสียก่อน กิเลสทั้งห้าประการนี้ คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความหยิ่งยโส และความเห็นแก่ตัว มนุษย์ผู้ใดก็ตามที่สามารถละเว้นกิเลสต่างๆ เหล่านี้ได้ ถือว่าเป็นผู้ที่ได้ดำรงชีวิตตามหลักสัจธรรม และได้เข้าถึงพระเจ้าแล้วนั่นเอง
|
|
ศาสนาซิกข์เชื่อในเรื่องของการกลับชาติมาเกิดใหม่ ชีวิตที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้านแล้วในการที่จะมีโอกาสระลึกถึงพระเจ้า แต่การที่มนุษย์จะสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำของเขาในชาตินี้ ตามหลักของศาสนาซิกข์นั้น มนุษย์ทุกคนควรจะพยายามอย่างที่สุดเพื่อให้หลุดพ้นจากวัฎจักรของชีวิต หรือการเวียนว่ายตายเกิดนี้ ด้วยการหมั่นระลึกถึงพระเจ้าและสวดมนต์ภาวนา โดยในศาสนาซิกข์นั้นถือว่าพระเจ้า ก็คือความจริงนั่นเอง ดังนั้นมนุษย์เราทุกคนจึงควรต้องดำรงชีวิตประจำวันตามหลักสัจธรรมเพื่อจะได้ช่วยให้เราเข้าถึงพระเจ้าได้ในที่สุด
|
| บุคลิกลักษณะของชาวซิกข์ |
 |
|
|
ท่านพระศาสดาพระองค์ที่สิบ ซึ่งก็คือ ท่าน คุรุ โฆบินด์ ซิงห์ ยิ ได้เป็นผู้ริเริ่มพิธีกรรมการรับอมฤตในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1699 ซึ่งถือได้ว่าพิธีกรรมนี้เป็นพิธีกรรมที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และยังถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของศาสนาซิกข์อีกด้วย
|
|
ชาวซิกข์ จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น คือ สัญลักษณ์ ห้า ประการ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปอย่างแพร่หลายในนามของ ห้า "ก" เนื่องจากอักษรแรกของสัญลักษณ์ทั้งห้าเริ่มต้นด้วยอักษร "ก". สัญลักษณ์เหล่านี้ คือ เกศา (ผมยาวที่บำรุงรักษาอย่างสะอาดสมบูรณ์ และไม่ตัดหรือโกนอย่างเด็ดขาด), กังฆะ (หวีไม้ ซึ่ง จะเสียบไว้ในผม), การ่า (กำไลข้อมือเหล็กกล้า), กะแช่ร่า (กางเกงในขาสั้น), และ กีรปาน (กริช)
|
|
เมื่อพระศาสดา คุรุ โฆบินด์ ซิงห์ ยิ ได้ทรงสถาปนา ประชาคมซิกข์ (คาลซาปันท์, พระองค์ได้มีบัญชาให้ชาวซิกข์ดำรงรักษาศาสนสัญลักษณ์ห้าประการ - ปัญจกะการ สัญลักษณ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่จำเป็น สำหรับการแสดงถึงความเข้มแข็งและความเป็นหนึ่งเดียวของประชาคมเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าในตัวของแต่ละสัญลักษณ์เองอีกด้วย
|
 |
ผม (เกศา) ในสมัยโบราณเกศาหรือผมแสดงถึงความเป็นนักบวชและผู้ทรงคุณธรรม พระศาสดา คุรุ นานัก เดว ยิ เป็นผู้ที่ได้ริเริ่มการไว้ผมโดยห้ามไม่ให้ตัด การรักษาเกศาเป็นการแสดงถึงการดำรงชีพที่สอดคล้อง กับความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่ได้ทรงประทานเกศาแก่มนุษย์ การตัดหรือทำลายเกศาอาจเป็น การแสดงออกถึงเจตนามุ่งทำลายสิ่งอันประเสริฐที่ธรรมชาติได้มอบมาให้แก่มนุษย์ และสำคัญตนเองว่าเป็นผู้ฉลาดกว่าพระผู้เป็นเจ้า การรักษาเกศาเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญและเด่นที่สุดของซิกข์ ผู้ที่ตัดหรือทำการเล็มเกศาของตน จะถือว่าเป็นผู้ที่ผละออกจากศาสนาซิกข์
|
 |
หวี (กังฆะ) จำเป็นสำหรับการรักษาเกศาให้สะอาดและเรียบร้อย
|
 |
กางเกงในขาสั้น (กะแช่ร่า) เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงาม และกระทัดรัดเรียบร้อย สร้างความสะดวกสบายและคล่องตัว ในการเดินทางทำงาน ในการสู้รบ และยังสะดวกแม้ในยามพักผ่อน เป็นสัญลักษณ์แห่งความว่องไว ปราดเปรียว
|
 |
กำไลเหล็ก (การ่า) เป็นสัญลักษณ์แห่งความอดกลั้น ถ่อมตนและสุภาพ เป็นเครื่องเตือนใจชาวซิกข์ตลอดเวลาว่า เขามีพันธะผูกพันกับองค์พระศาสดา เมื่อใดที่เขามองดูกำไลในมือของตน เขาจะคิดชั่งใจหลายครั้งก่อนที่จะกระทำสิ่งใดที่ผิดคุณธรรม เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความผูกพันต่อหมู่คณะและการเป็นมิตร การแสดงออกของความรู้สึกของความเป็นพี่น้อง ทำให้ชาวซิกข์ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดมาจากไหน มีความรู้สึกเป็นตัวแทนขององค์พระศาสดา เพราะเขามีลักษณะเหมือน พระศาสดา และจะปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระศาสดาอย่างเคร่งครัด
|
 |
ดาบ (กิรปาน) เป็นเครื่องหมายของความกล้าหาญและการผจญภัย เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในตัวเอง และพร้อมที่จะปกป้องเกียรติของตนและผู้อื่น ดาบจะใช้เป็นเครื่องปกป้องตนเองและผู้อื่นเท่านั้น ไม่ใช่เป็นอาวุธในการรุกรานหรือทำร้ายผู้อื่น
|
|
|
บุคคลที่สวมเครื่องแบบ และตระหนักถึงความสำคัญของระเบียบแบบแผน จะมีความสมัครสมานสามัคคี และความรู้สึกฉันท์พี่น้อง ดีกว่าหมู่คณะที่ไม่มีมาตรฐานของตนเอง สำหรับชาวซิกข์ที่ปราศจากเอกลักษณ์เหล่านี้ ก็เปรียบเสมือนกับการไร้ตัวตน ชาวซิกข์ที่ตัดเกศาหรือโกน เล็มหนวดเคราของตนเป็นผู้กระทำผิดข้อบัญญัติอย่างมหันต์ และจะถูกถือว่าเป็นบุคคลที่ได้ออกจากศาสนาไปแล้ว
|
|
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง:
|
|
|
| สัญลักษณ์ต่างๆ ของชาวซิกข์ |
 |
|
| สัญลักษณ์ เอก โองการ |
 |
สัญลักษณ์นี้มีความหมายว่า พระเจ้าที่แท้จริงมีเพียงพระองค์เดียว สัญลักษณ์นี้ประกอบด้วยตัวอักษรภาษาปัญจาบิ 2 ตัว ตัวแรกคือ หมายเลข "1" ซึ่งในภาษาปัญจาบิอ่านว่า "เอก" และตัวหลังคือ ตัวอักษร "อูระ" แทนคำว่า "โองการ" มีความหมายว่า พระเจ้า ดังนั้น สัญลักษณ์ เอก โองการ นี้จึงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่า ชาวซิกข์นับถือและเชื่อมั่นในพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว
|
| สัญลักษณ์เครื่องหมายเกียรติยศ (คันด้า)
|
 |
สัญลักษณ์คันด้า เป็นเครื่องหมายเกียรติยศของชาวซิกข์ สัญลักษณ์นี้ประกอบด้วยกีรปานสองด้าม (ดาบของชาวซิกข์) คันด้าหนึ่งอัน (ดาบลักษณะสองคม) และวงจักรหรือห่วงกลมภายในหนึ่งอัน ชาวซิกข์ได้ยอมรับเครื่องหมายนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศแห่งศาสนาของตน ดาบทั้งสองด้ามแสดงถึงความมีอำนาจอธิปไตยทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างสมบูรณ์ วงจักรแสดงถึงความเป็นอมตะหนึ่งเดียวของพระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าผู้ทรงสร้างและให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง ดาบสองคมแสดงถึงความเป็นผู้ริเริ่ม ฉะนั้นอำนาจอธิปไตย ความเป็นอมตะ (ของพระผู้เป็นเจ้า) และความเป็นผู้ริเริ่ม บุกเบิก คือ หลักการและสัญลักษณ์พื้นฐานที่สำคัญของความเป็นชนชาติซิกข์นั่นเอง
|
| สัญลักษณ์ธงชัยประจำศาสนาซิกข์ (นีชาน ซาฮิบ) |
 |
สัญลักษณ์ นีชาน ซาฮิป เป็นสัญลักษณ์ธงชัยประจำศาสนาซิกข์ที่มีความสำคัญมาก ธงชัยนี้จะมีลักษณะเป็นผืนผ้ารูปทรงสามเหลี่ยมสีเหลืองอมส้ม และมีสัญลักษณ์คันด้า (สัญลักษณ์ดาบไขว้ วงจักร และดาบสองคม) สีน้ำเงินอยู่ตรงกลาง
|
สัญลักษณ์ นีชาน ซาฮิป เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเอกภาพของชาวซิกข์ และแสดงถึงหนทางที่จะช่วยให้เราทุกคนให้พ้นจากทุกข์และภยันตรายทั้งปวง การที่ธงชัยนี้ปลิวไสวนั้นก็เป็นการสื่อความหมายว่า ศาสนาซิกข์ยินดีต้อนรับคนทุกคน ศาสนาซิกข์เป็นศาสนาที่จะคุ้มครองให้ทุกคนปลอดภัย และเป็นที่พำนักพักพิงสำหรับคนทุกคน เพราะศาสนาซิกข์เป็นศาสนาที่เน้นในความยุติธรรม ความเมตตากรุณา และความสงบสุขเป็นหลักการพื้นฐาน |
ธงชัยประจำศาสนาซิกข์นั้นได้มีมาตั้งแต่ในสมัยของ ท่าน คุรุ นานัก เดว ยิ แล้ว ซึ่งในสมัยนั้น จะเป็นธงชัยสีขาวที่มีสัญลักษณ์เอกโองการอยู่ตรงกลาง ต่อมาในสมัยของท่าน คุรุ ฮัรโฆบินด์ ยิ ได้บัญชาให้เปลี่ยนสีของธงชัยเป็นสีเหลืองอมส้ม และเริ่มใช้ธงนี้ครั้งแรกที่วัดอกาล ตาคัต ที่เมืองอัมริตซาร์ ใน ปี ค.ศ. 1609 หลังจากที่ ท่าน คุรุ อัรยัน เดว ยิ ได้เสียชีวิตลง |
|
เมื่อก่อนนั้น สัญลักษณ์ นีชาน ซาฮิบ จะมีเพียงรูปของกีรปานสองด้าม (ดาบของชาวซิกข์) เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึง "มีรีและปีรี" หมายถึงปรัชญาทางโลกและทางธรรมคู่กัน ต่อมาในสมัยของ ท่าน คุรุ โฆบินด์ ซิงห์ ยิ ได้เพิ่มรูปสองรูปเข้ามา คือรูปของวงจักร ซึ่งหมายถึงความเมตตากรุณา และรูปคันด้า หรือดาบสองคม ซึ่งหมายถึง พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แต่เพียงพระองค์เดียว (วาเฮ่คุรุ) ซึ่งต่อมาสัญลักษณ์นี้ได้กลายมาเป็นเครื่องหมายเกียรติยศของชาวซิกข์ ที่เราเรียกว่า คันด้า ในปัจจุบันนี้นั่นเอง
|
|
ณ. คุรุดวาราทุกแห่งจะต้องประดับด้วยสัญลักษ์ ธงชัย นีชาน ซาฮิบ นี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะประดับไว้ที่ด้านบนของยอดโดมของคุรุดวารา และที่โถงทางเดินที่เป็นทางเข้าของคุรุดวารา ธงชัยนี้จะผูกไว้บนเสาที่ทำด้วยเหล็กที่คลุมทับด้วยผ้าสีเหลืองอมส้ม และจะมีคันด้าโลหะติดตั้งอยู่บนยอดเสา ชาวซิกข์ทุกคนจะเคารพนับถือธงชัยนี้เป็นอย่างยิ่ง เปรียบเสมือนกับว่าธงชัยนี้คือสัญลักษณ์แห่งเอกราชของคาลซ่า
|